ผู้ให้โดยไม่คิดรับ

ผู้ให้โดยไม่คิดรับ

ผู้ให้โดยไม่คิดรับ








ผู้ให้โดยไม่คิดรับ




          คงไม่มีใครปฏิเสธถ้ามีคนเอาเงินมาให้และคงไม่มีใครยินดีเท่าใดนัก ถ้าจะต้องเสียเงินโดยไม่ได้รับผลประโยชน์
           คนเราทุกวันนี้คิดแต่จะ ได้ จะเอา จะกอบโกยผลประโยชน์ และหวังจะได้จากคนอื่นมากกว่าจะ ให้แก่คนอื่น ตราบใดที่คนไม่คิดคนให้แก่คนอื่นก่อน อย่าหวังเลยว่าจะ ได้รับสิ่งของหรือแม้แต่น้ำใจจากคนอื่น ในสังคมเช่นปัจจุบันนี้ ยากเหลือเกินที่จะมีบุคคลที่คิดแต่จะให้ฝ่ายเดียว โดยไม่คิดที่จะรับเลย

           มีคำ หนึ่งที่ท่านนักปราชญ์กล่าวไว้ว่า จิตคิดจะให้มีความสุขมากว่าจิตคิด จะรับ ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน บุคคลที่ให้อย่างเดียวโดยไม่คิดจะรับ ยังมีอยู่จริง นั่นก็คือ พ่อแม่
           พ่อแม่เป็นผู้ให้คนแรกของลูก โดยไม่คิดเลยว่าลูกคนนั้นโตแล้วจะตอบแทน คุณท่านหรือไม่ ตั้งแต่เกิดมาสิ่งแรกที่ลูกได้รับจากแม่ คือน้ำนมที่กลั่นจากเลือด ในอกของแม่เอง จวบจนกระทั่งลูกโต พอถึงเวลาเข้าเรียน แม่ก็ซื้อหนังสือ สมุด และเสียค่าเล่าเรียนให้ ซึ่งกว่าจะผ่านแต่ละชั้นก็เสียเงินมากโขอยู่ทีเดียว ขอให้ลูกมีความรู้เทียบเท่าคนอื่น แม่ทำได้ แม้จะต้องแลกมาด้วยเลือดก็ตาม จนกระทั่งลูกจบการศึกษา ลูกบางคนจบการศึกษาแล้วยังหางานไม่ได้ ยังคง ให้พ่อแม่เลี้ยงต่อไป ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เกาะพ่อแม่กิน
           ลูกบางคนจบการ ศึกษามีงานทำแล้วทิ้งแม้ไว้ลำพังผู้เดียวซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นบางรายเอาแม่ไปไว้ที่ สถานสงเคราะห์คนชรา เห็นท่านเป็นส่วนเกินของครอบครัวไป ..ลูกหนอ ถึง เวลาหรือยังที่ลูก ๆ ทั้งหลายจะได้ตอบแทนพ่อแม่ ปฏิบัติท่านให้เหมือนกับท่าน ทำกับเราเมื่อตอนเด็ก ๆ นั่นก็คือ การเลี้ยงพ่อแม่ พ่อแม่ไม่เคยคิดจะได้อะไร จากลูก ลูกต่างหากที่คิดอยู่เสมอว่า เมื่อไร พ่อแม่จะให้ทรัพย์สมบัติสักที..

           ท่านทั้งหลาย ถ้าท่านยังมีพ่อแม่อยู่ที่บ้านก็นับว่าเป็นลาภอันประเสริฐสุดแล้ว บางคนบางอยากจะตอบแทนคุณพ่อแม่ แต่ก็ไม่มีพ่อแม่ให้ตอบแทนแล้ว กลับบ้าน ดูแลท่านบ้าง ท่านไม่ได้ต้องการอะไรมาก แค่ต้องการให้ลูก ๆ เป็นคนดี เพียงเท่านี้ พ่อแม่ก็มีความสุขแล้ว ลูกที่ด่าแม่ ทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ นับเป็นลูกที่เนรคุณมาก ทีเดียวตอนนี้บางท่านอาจจะคิดยังไม่ได้ แต่เมื่อใดที่ท่านมีลูกบ้างนั่นแหละจะรู้ซึ้งว่า ความรักที่แม่มีต่อลูกนั้นมันยิ่งใหญ่แค่ไหน

           ในอดีตกาลช้างเผือก ตัวใหญ่สง่างาม เที่ยวหาอาหารเลี้ยงแม่ซึ่งตาบอดอยู่ในป่า ใหญ่ วันหนึ่งนายพรานมาพบเข้าจึงจับช้างเผือกตัวนั้นไปถวายพระราชาเพื่อหวังเงิน รางวัล ตั้งแต่วันที่ถูกจับไป ช้างเผือกตัวนั้นก็ไม่กินอะไรเลย ไม่ว่าพระราชาจะรับสั่งให้ ทหารเอาอาหารดีขนาดไหนไปให้ ช้างเผือกก็ไม่ยอมกิน ในกาลครั้งนั้นสัตว์ทุกจำพวก สามารถพูดภาษาคนได้ ( ถ้าสมัยนี้พูดได้ ปานนี้คงโดนสุนัขหน้ากุฏิด่ายับแน่..เตะมันบ่อย )
           พระราชาจึงถามช้างนั้นว่า ทำไมเจ้าถึงไม่กินอาหารบ้างล่ะ ช้างตอบว่า- ข้าพเจ้ามีแม่ซึ่งตาบอดอยู่ในป่า เมื่อข้าพเจ้าถูกจับมาอย่างนี้ แล้วใครจะหาเลี้ยงแม่ แม่คงต้องตายแน่เมื่อไม่ได้กินอาหาร ข้าพเจ้าจะไม่ยอมกินอาหารจนกว่าจะได้พบแม่ พระราชาได้ฟังดังนั้นก็ให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก จึงรับสั่งให้ปล่อยช้างเผือกตัวนั้นไป.

           จะเห็นได้ว่าในสมัยแต่ก่อน แม้แต่สัตว์ก็ยังมีความกตัญญูต่อผู้มีคุณและด้วย อานุภาพแห่งความกตัญญูนั้น ก็ย่อมประสพความสวัสดีในชีวิตในที่สุด ไม่มีใคร รักเราเท่าแม่ แต่ลูกกลับลืมแม่ จะคิดถึงก็ต่อเมื่อตัวเองมีความทุกข์ ตอนที่มีความ สุขกลับไม่คิดถึงแม่เลย ถึงเวลาหรือยังที่เราท่านทั้งหลาย ควรหันมาดูแลแม่ก่อน ที่ไม่มีแม่ให้ดูแล ถึงตอนนั้นท่านจะเป็นผู้ที่เสื่อมจากบุญอันประเสริฐและจะต้อง เสียใจที่สุดในชีวิต. ใครล่ะ..?!?


           ใครหนอให้ไม่คิดได้กลับคืน ใครหนอฝืนทนทุกข์เพื่อลูกรัก
ใครหนอสู้อดรนทนฝูมฝัก ใครหนอหักรักชังเพื่อลูกยา
ใครหนอเฝ้าห่วงไยไม่ยอมหลับ ใครหนอดับทุกข์ใจในอุรา
ใครเล่าใครจะเท่าพระมารดา ใครกันหนาที่ลูกยาพากันลืม.



ผู้ให้โดยไม่คิดรับ




ผู้ให้โดยไม่คิดรับ


ผู้ให้โดยไม่คิดรับ


ผู้ให้โดยไม่คิดรับ


ผู้ให้โดยไม่คิดรับ


ผู้ให้โดยไม่คิดรับ


ผู้ให้โดยไม่คิดรับ


 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

กระทู้เด็ดน่าแชร์