| |
นักวิจัยเตือนผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรอยู่ในบ้านและงดทำกิจกรรมที่หนักๆ
ในช่วงที่มลภาวะทางอากาศอยู่ในจุดเลวร้ายที่สุด เพราะช่วงเวลานี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้เกิดอาการหัวใจวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สูบบุหรี่
|
|
|
รายงานผลการศึกษาของ ดร .อีฟ โกแตง จากมหาวิทยาลัยดิชงของผรั่งเศส ต่อที่ประชุมสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ที่เมืองออร์แลนโด มลรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ระบุว่า
ในช่วง 18 วันที่มลพิษทางอากาศอยู่ในระดับที่เลวร้ายของแต่ละปี มีอัตราการเกิดอาการหัวใจวายเพิ่มสูงขึ้น 161% กับประชากรทั่วไป
ขณะที่ในผู้ที่สูบบุหรี่อัตราอาการหัวใจวายเพิ่มสูงถึง 250%
|
|
ทีมวิจัยได้เก็บข้อมูลการศึกษาระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2001- ธันวาคม 2002 โดยได้ทำการศึกษากับผู้ป่วยที่เข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคหัวใจ 322 ราย
ในแถบใจกลางเมืองดิชง ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นผู้ที่สูบบุหรี่ร้อยละ 42 สรุปว่า เมื่ออนุภาคขนาดยาวต่ำกว่า 10 ไมครอน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซลมีความยาวเพิ่มเกิน 25 ไมโครกรัมต่อ 1ลูกบาศก์เมตร
จะพบว่าเกิดอาการหัวใจวายในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นถึง 91% ในผู้ป่วยที่ไม่สูบบุหรี่ และสำหรับผู้ที่สูบบุหรี่ตัวตัวเลขก็สูงมากกว่านี้ด้วย
|
|
ดร. โกแตง เผยว่าการศึกษาชิ้นนี้
เป็นการศึกษาเพื่อย้ำถึงการต่อต้านการสูบบุหรี่ พร้อมเตือนว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจไม่ควรออกจากบ้าน และควรงดเว้นการทำกิจกรรมหนักๆ ในช่วงที่มลภาวะเลวร้ายที่สุด เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มีความสูงที่จะทำให้เกิดอาการหัวใจวาย
นอกจากนี้แพทย์ยังควรจะต้องดูแลผู้ป่วยในช่วงเวลาเสี่ยงนี้มากขึ้นเป็นพิเศษด้วย
|
|
สนับสนุนเนื้อหาข่าวโดย: ผู้จัดการออนไลน์

|
|
|
|
|