กำเนิดและการก้าวดำเนินแห่ง คริสต์มาส

กำเนิดและการก้าวดำเนินแห่ง คริสต์มาส


สำหรับหลายๆ ประเทศในโลก การฉลองคริสต์มาสในวันที่ 25 ธันวาคม นับเป็นสุดยอดของการฉลองต่างๆ อะไรทำให้เป็น เช่นนั้น?  มันให้ความหมายที่แท้จริงของการฉลองสำหรับเราในยุคปัจจุบันได้หรือไม่?  และอะไรคือสารที่ “แท้จริง” ที่แฝงมากับการฉลองนี้?

 

คริสต์มาสที่เมืองนอก

นับตั้งแต่ย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน   กลิ่นอายของบรรยากาศวันคริสต์มาสก็เริ่มแพร่กระจายไปในประเทศต่าง ๆ  ทางซีกโลกตะวันตก แสงไฟหลายหลากสีส่องแสงเป็นประกาย

ประกาศกอิสยาห์ ได้บันทึกเอาไว้ว่า

“ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา  มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา   และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน  และท่านจะถูกขนานนามว่า  “ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราชา”  เพื่อการปกครองของท่านจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น และสันติภาพจะไม่มีที่สิ้นสุด…

เหนือพระที่นั่งของดาวิด และเหนือราชอาณาจักรของพระองค์ที่จะสถาปนาไว้ และเชิดชูไว้ด้วยความยุติธรรมและด้วยความชอบธรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนนิรันดร์กาล”

นี่เป็นเพียงถ้อยคำของ 2 ประกาศก ที่ทำนายถึงการบังเกิดและชีวิตของพระเยซูเจ้า บันทึกไว้หลายร้อ ยปีก่อนการบังเกิดของพระเยซู



คนเลี้ยงแกะตกใจกลัว

ในสมัยนั้น   คนเลี้ยงแกะเป็นกลุ่มคนที่ถูกมองด้วยสายตาดูถูกดูหมิ่นจากคนรอบข้างว่าเป็นชนชั้นต่ำและไม่มีคุณค่า  แต่ก็เป็น เหล่าคนเลี้ยงแกะที่ต่ำต้อยนี้เองที่พระเป็นเจ้าทรงเผยแสดงการบังเกิดของพระกุมารน้อยแก่พวกเขาอย่างน่าทึ่ง และน่าอัศจรรย์ใจ

“ในคืนที่พระเยซูทรงบังเกิด  ยังมีคนเลี้ยงแกะที่เฝ้าดูแลแกะของเขาในทุ่งหญ้าใกล้ๆ ทันใดนั้นทูตสวร รค์องค์หนึ่งของพระ เจ้ามาปรากฏแก่พวกเขา แสงสว่างของพระเจ้าส่องล้อมรอบเขา พวกเขากลัวมาก ทูตสวรรค์กล่าวแก่เขาว่า

“อย่ากลัวเลย เรานำข่าวดีมายังท่านและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดที่ท่านทั้งหลายรอคอย คือพระคริสต เจ้าทรงบังเกิดมา ท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า



พญาสามองค์เฝ้าพระกุมาร

ภายหลังจากที่พระกุมารทรงบังเกิด  มีพวกโหราจารย์ หรือปราชญ์จากทิศตะวันออกมาเฝ้าพระองค์ ซึ่ งเรามักจะเรียกกันติดปากว่า “พญาสามองค์” อันที่จริงพระวรสารไม่ได้บอกว่าพวกเขาเป็นกษัตริย์ และไม่ได้ระบุด้วยว่ามีจำนวนเท่าไหร่ จำนวน 3 องค์ที่พูดกันนั้นอาจจะเอาจากของถวาย 3 อย่างก็ได้ นอกจากนี้บางคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ “กัสปาร์-เมลคีออร์-บัลทาซาร์” ซึ่งเป็นชื่อของพญาสามองค์ที่ถูกสมมุติขึ้นในศตวรรษที่ 8

อย่างไรก็ตามเราคงจะแน่ใจได้ว่าเขาเหล่านั้นเป็นผู้คงแก่เรียน   ถ้าเป็นสมัยนี้ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นนัก ปรัชญา   หรือนักวิทยาศาสตร์  พวกเขาได้เห็นดวงดาวที่สุกสว่างสดใสปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า  ดาวซึ่งบอกถึงการบังเกิดของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ พวกเขาเดินทางตามการนำของดาวนั้นไปทางตะวันออก และได้พบที่พำนักของพระกุมารน้อย พระนางมารีย์ และนักบุญยอแซฟ พวกเขาได้กราบถวายนมัสการพระกุมาร และถวายของขวัญที่เตรียมมาคือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ ของขวัญ 3 สิ่งที่เป็นเครื่องหมายถึงสิ่งสำคัญ 3 ประการในพระเยซูเจ้า

     ทองคำ : ของขวัญที่คู่ควรสำหรับผู้ที่เป็นกษัตริย์

     กำยาน  : เครื่องหอมที่เผาถวายบูชาแด่พระเจ้า

     มดยอบ : เครื่องหมายถึงความเป็นมนุษย์แท้



พระเยซูเจ้าเป็นผู้ลี้ภัย

กษัตริย์เฮโรด  ผู้ปกครองแคว้นยูเดียในเวลานั้น   ได้ยินข่าวเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า    และต้องการกำจัดพระองค์ เขาส่งทหารไป เพื่อไปฆ่าพระเยซู  ในครั้งนั้นเด็กผู้ชายที่อายุต่ำกว่า  2  ขวบ ที่เบธเลเฮมถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก (เป็นโอกาสที่เราระลึกถึงทารกผู้วิมล   ในเวลาต่อมา)  แต่พระเป็นเจ้าได้บอกกับนักบุญยอแซ ฟในฝันว่าให้พาแม่พระและพระกุมารหนีไปที่ประเทศอียิปต์  ท่านจึงลุกขึ้นพาแม่พระและพระเยซูหนีไปพักอาศัยอยู่ที่นั่นจนกระทั่งกษัตริย์เฮโรดสิ้นพระชนม์จึงได้เดินทางกลับมาที่นาซาเร็ธ  ในแคว้นกาลิลี   หลังเหตุการณ์ดังกล่าวจนพระเยซูเจ้าอายุ 30 พรรษา   พระคัมภีร์มีเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า   อีกเพียงเรื่องเดียว     คือเมื่อพระองค์อายุ  12 พรรษา

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เราไม่ควรจะลืมคือพระเยซูเจ้าไม่ใช่ชาวยุโรปผิวขาว และคริสตศาสนาก็ไม่ใช่ศาสนาของชาวตะวันตก   ถ้ามีโอกาสเห็นการ์ดคริสต์มาสของประเทศต่าง ๆ  เราจะพบว่า   ภาพของแม่พระ นักบุญยอแซฟ และพระกุมารในการ์ดของแต่ละประเทศมักจะมีสีผิวตามเชื้อชาติของตน และมีลักษณะสิ่งแวดล้อมตามภูมิประเทศของประเทศนั้นๆ เช่นในแอฟริกาทั้งพระกุมาร แม่พระ  และนักบุญอแซฟ ก็จะเป็นคนผิวดำ  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องเพราะพระเยซูเจ้าเสด็จมาเพื่อคนทุกชนชั้น  เชื้อชาติ และสีผิว พระองค์เป็นทุกๆ อย่างสำหรับทุกๆ คน



ตอนสุดท้ายของ “คริสต์มาส”

ไม่กี่ปีที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ต่างประเทศฉบับหนึ่งตีพิมพ์ภาพการ์ตูนเป็นภาพซานตาคลอสกำลังอ่านนิทานเกี่ยวกับคริสต์มาส ให้เด็กชายคนหนึ่งฟัง แล้วเจ้าหนูน้อยก็ถามลุงซานต้าว่า  “แล้วเรื่องมันจบยังไงล่ะครับ?”  ภาพขยายให้เห็นฉากหลังของซานตาคลอส และเด็กน้อย เป็นภาพกางเขนซึ่งพระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงเมื่ออายุ 33 ปี

จริงทีเดียวที่พระเยซูเจ้า “เกิดมาเพื่อตาย” แต่ความตายนั้นไม่ใช่จุดจบ และนั่นก็ไม่ใช่ตอนจบของเรื่อง เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไป และเธอเองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์นี้ได้ถ้าเธอต้องการ

ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะก่อให้เกิดผลอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตของมนุษยชาติได้เหมือนพระเยซู   พระองค์ กลับคืนชีพ   มีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง และคนนับล้านรู้จักพระองค์ในฐานะผู้ไถ่กู้ ผู้ช่วยเหลือและเพื่อนผู้ร่วมเดินทางในชีวิตของเขา…

สำหรับคุณ…

มันอยู่ที่ตัวคุณเองว่าคุณต้องการจะทำความรู้จักกับพระองค์มากขึ้นหรือไม่?

เป็นคุณเองที่จะต้องค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่พระองค์บอกว่าพระองค์เป็น กับพระเยซูเจ้าที่คุณได้สัมผัสจากประสบการณ์ส่วนตัวของคุณเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่?

และในชีวิตของคุณทุกวันนี้ พระองค์เป็นที่พึ่งและความหวังของคุณหรือเปล่า?

“คริสต์มาส” จึงเป็นช่วงเวลาที่คุณควรจะ “หยุด” และให้เวลาที่จะ “คิด” เกี่ยวกับคำถามที่สำคัญกับชีวิ ตเหล่านี้!

ตามอาคารร้านค้าทั่วๆ ไป ห้างร้านถูกตกแต่งด้วยเครื่องประดับต่างๆ บางแห่งมีตุ๊กตาหิมะ หรือ “สโนว์แมน” ตั้งอยู่หน้าร้าน หลายๆ แห่งมี  “ต้นคริสต์มาส”  ทั้งที่เป็นต้นไม้จริงๆ และต้นไม้พลาสติกประดับด้วยไฟกระพริบ ดวงดาว เทวดาตัวน้อยๆ และเครื่องประดับต่างๆ ช่วยเพิ่มสีสันให้มีชีวิตชีวามากขึ้น ต้นคริสต์มาสต้ นใหญ่เป็นสิ่งดึงดูดสายตาหน้าอาคารสูงริมถนนหนทาง ส่วนต้นคริสต์มาสต้นจ้อยก็เป็นส่วนประกอบของห้องต่างๆ ตามอาคารบ้านเรือน

เมื่อคริสต์มาสใกล้เข้ามา ห้างสรรพสินค้ามักจะขยายเวลาเปิดบริการนานขึ้น     และเริ่มมีผู้คนเดินกัน ขวักไข่วหนาตา   เพลงคริสต์มาสส่งเสียงเคล้าคลอเพิ่มบรรยากาศ    ในการจับจ่ายให้แก่ลูกค้าตามถนนหนทางก็มักจะมีกลุ่มคนที่มารวมตัวกันร้องเพลงคริสต์มาสเพื่อส่งความสุขให้แก่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา    ขณะเดียวกันก็รับบริจาคเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ที่ยากจนขัดสน   หรือด้อยโอกาสกว่า ก่อนวันคริสต์มาสประมาณ 1 อาทิตย์ บริษัทห้างร้านต่างๆ ก็มักจะจัดงานเลี้ยงคริสต์มาสเล็กๆ ขึ้นเพื่อให้พนักงานในบริษัทได้สังสรรค์สนุกสนานในเทศกาลแห่งความสุขนี้

พอย่างเข้ากลางเดือนธันวาคม สมาชิกในบ้านแต่ละหลังก็เริ่มประดับประดาบ้านด้วยต้นคริสต์มาส หลอดไฟหลากสี กระดาษสายรุ้ง  และเครื่องตกแต่งต่างๆ  ในช่วงเวลานี้มีสิ่งหนึ่งที่ชาวอเมริกันนิยมทำกันมานานแล้วคือติดหลอดไฟสีต่างๆ  ไว้ตามต้นไม้ หรือกำแพงบ้านเพื่อเตรียมฉลองคริสต์มาส

ในหลาย ๆ ประเทศ ผู้คนนิยมส่งการ์ดอวยพรส่งความสุขทางไปรษณีย์ไปถึงครอบครัว ญาติพี่น้อง  หรือเพื่อนๆ และการ์ดเหล่านั้นก็จะถูกนำมาแขวนหรือติดไว้ตามผนังห้อง หลายคนคงรู้สึกทึ่งเมื่อรู้ว่า ปีที่ผ่านมาที่ประเทศอังกฤษ 3 อาทิตย์ก่อนวันคริสต์มาส ไปรษณีย์ได้รับและจัดส่งการ์ดคริสต์มาสกว่า 100 ล้าน แผ่นในแต่ละวันทีเดียว



การ์ดคริสต์มาส – ความสุขทางไปรษณีย์

ประเพณีการส่งการ์ดคริสต์มาสมีกำเนิดจากเกาะอังกฤษในปี ค.ศ.1840 เมื่อระบบการขนส่งทางไปรษ ณีย์ครั้งแรกเริ่มต้นขึ้น ในสมัยนั้นระบบการขนส่งที่ช่วยในการติดต่อสื่อสารได้รวดเร็วที่สุดก็คือรถไฟ   (เหมือนกับที่เราใช้ อี-เมล์ ในปัจจุบัน)   การให้บริการด้านการสื่อสารแก่สาธารณชนอยู่ช่วงการปฏิวัติระบบการสื่อสารในราวศตวรรษที่ 19  เมื่อระบบการพิมพ์พัฒนาขึ้นในปี 1860 การ์ดคริสต์มาสก็ถูกจัดพิมพ์ในปริมาณมาก และในหมู่เกาะอังกฤษการ์ดคริสต์มาสเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นอีกเมื่อไปรษณีย์บริการจัดส่งการ์ดที่ไม่ได้ปิดผนึกในราคาเพียงครึ่งเดียวของการส่งจดหมายปิดผนึกธรรมดา

ตามประเพณีดั้งเดิม   การ์ดคริสต์มาสมักจะเป็นรูปภาพทางศาสนาที่มาจากเรื่องราวในพระคัมภีร์   เช่น   รูปแม่พระ นักบุญยอแซฟ และพระกุมาร  หรือพระคัมภีร์ตอนอื่นๆ  ที่เกี่ยวเนื่องกับการบังเกิดของพระเยซู มาในสมัยนี้ รูปภาพที่ใช้เปลี่ยนรูปแบบไปมากมีไม่น้อยที่นิยมรูปการ์ตูนตลกๆ, ภาพวิวทิวทัศน์ฤดูหนาว, ซ านตาคลอส หรือภาพอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่แท้จริงของคริสต์มาส



“ลุงซานต้า” มาแล้วจ้า!

เมื่อเอ่ยถึง  Father Christmas หรือ “ซานตาคลอส” ภาพชายแก่กับถุงผ้าใบใหญ่ กลายเป็นอีกภาพลักษณ์หนึ่งของคริสต์มาสที่เราท่านคุ้นเคย  “ลุงซานต้า”  เป็นชายแก่ใจดีมีเครายาวสีขาว สวมเสื้อกันหนาวสีแด ง แบกถุงของเล่นใบโตมาด้วย เด็กๆ เชื่อว่าลุงซานต้าจะนำของขวัญมาให้พวกเขาในคืนก่อนวันคริสต์มาส (ในบางประเทศใช้วันที่ 6 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันนักบุญนิโคลัส)  และเด็ก ๆ ส่วนใหญ่ที่อายุต่ำกว่า 7  หรือ 8 ปี  มักจะเชื่อว่าเรื่องซานตาคลอสเป็นเรื่องจริง   ในหลาย ๆ  ประเทศมีเรื่องเล่าขานกันว่าซานตาคลอสอาศัยอยู่แถวๆ ขั้วโลกเหนือเดินทางโดยใช้พาหนะคือเลื่อนที่มีกวางเรนเดียร์ลาก ลุงซานต้าจะเข้าไปในบ้านทางปล่องไฟในเวลาเ ที่ยงคืน แล้วก็จะเอาของขวัญที่เตรียมมาสำหรับเด็กๆ ใส่ไว้ในถุงเท้า หรือถุงผ้าที่แขวนไว้ข้างเตียง

ตามร้านรวง  ห้างสรรพสินค้า  หรือในงานเลี้ยงต่าง ๆ มักจะมีคนแต่งตัวเลียนแบบซานตาคลอส คอยมอบของขวัญชิ้นเล็กๆ ให้กับเด็กๆ  บางแห่งบางที่ลุงซานต้าจะถามคุณหนูๆ  ถึงของขวัญที่พวกเขาอยากจะได้ใน วันคริสต์มาส  แล้วมอบสิ่งนั้นให้เขา  คริสต์มาสจึงเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ที่น่าตื่นเต้นยินดีสำหรับเด็กๆ ทั้งหลาย

จะว่าไปแล้ว  ซานตาคลอสเป็นเรื่องที่มีพื้นเพมาจากเรื่องจริงของนักบุญนิโคลัส  ซึ่งพอจะอธิบายได้จา กชื่อภาษาดัชท์  (ฮอล แลนด์)  ของท่าน  “Sinterklass”  นักบุญนิโคลัสเป็นพระสังฆราชของไมรา  (อยู่ในประเทศตุรกีปัจจุบัน) ท่านเป็นคนขี้อาย และต้องการที่จะช่วยเหลือคนยากจนโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว มีเรื่องเล่ากันว่า วันหนึ่งท่านปีขึ้นไปบนหลังคาบ้านแล้วก็หยอดถุงเงินลงมาทางปล่อง ไฟ และมันก็ตกลงไปในถุงเท้าที่เด็กหญิงคนหนึ่งตากเอาไว้ข้าเตาผิงนั้น และนี่ก็เป็นเหตุผลที่บางคนใช้กล่าวอ้างถึงความเชื่อที่ว่าซานตาคลอสจะเข้ามาในบ้านทางปล่องไฟ และเอาของขวัญใส่ไว้ในถุงเท้าของเด็กๆ



วันเปิดตู้ทาน

หลังจากที่เตรียมการกันมายาวนานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน  เมื่อการตกแต่งประดับประดา และเฉลิม ฉลองวันคริสต์มาสผ่าน ไปในประเทศที่สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ  จะมีวัน  “Boxing Day” คือวันหลังจากวันคริสต์มาส คำๆ นี้มาจากประเพณีที่เริ่มขึ้นในยุคกลาง ประมาณ 800 ปีที่ผ่านมา โบสถ์ต่างๆ จะเปิด “ตู้ทาน”  ที่ผู้คนบริจาคเอาไว้ และแจกจ่ายเงินที่ได้รับบริจาคนั้นไปให้กับคนยากจนในบริเวณใกล้เคียง ประเพณีนี้ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน  ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ  มักจะถูกเตรียมไว้เพื่อมอบให้กับพนักงานส่งสารต่างๆ เช่น บุรุษไปรษณีย์ หรือเด็กส่งหนังสือพิมพ์ เป็นการมอบความสุขและความชื่นชมยินดีแก่กันในโอกาสพิเศษนี้



สาระของคริสต์มาส

ปัจจุบัน ในประเทศตะวันตก   มีผู้คนไม่มากนักที่ยังตระหนักถึงความหมายของทางศาสนาของคริสต์มาส   คนส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักร   (อังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ)   หรือในยุโรปมักจะละเลยการไปร่วมมิสซาที่โบสถ์    แม้จะเป็นคืนคริสต์มาสก็ตาม มันถูกทำให้เป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย เวล าถูกใช้ไปกับการจับจ่ายใช้สอยของขวัญต่างๆ รวมถึงการฉลองอย่างไม่ยอมเลิกราง่ายๆ ในสหราชอาณาจักร ร้านรวงต่างๆ มักจะเปิดให้บริการเลยเที่ยงคืนของวันที่ 24 ธันวาคม ซึ่งถือเป็น Christmas Eve    และเปิดร้านอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นซึ่งถือเป็นวัน  Boxing Day   น่าสงสารพนักงานขายของที่ไม่มีโอกาสได้หยุดพักในช่วงเวลาพิเศษอย่างนี้ ถ้ามีมนุษย์ต่างดาวมาเห็น ก็คงจะคิดว่าคริสต์มาสเป็นเทศกาลของเทพเจ้าเงินตรา และการจับจ่ายใช้สอยเสียมากกว่า



คำอธิฐานวันคริสต์มาส

หากถามว่า “อยากจะได้อะไรในวันคริสต์มาส?” หลายคนคงคาดหวังสิ่งที่มากกว่าของขวัญที่เป็น “วัตถ ุ” บางคนอยากจะย้อนกลับไปในวัยเด็ก กลับไปในวันเวลาเก่าๆ ที่ดีๆ  เมื่อครั้งที่ชีวิตยังเรียบง่ายและมีความหมายที่งดงาม  ก่อนที่ปัญหาของชีวิตในวัยผู้ใหญ่จะคืบคลานเข้ามากล้ำกราย… เบื้องหลังงานฉลองสนุกสนานและการตกแต่งประดับประดาต่างๆ   จะต้องมีบางสิ่งบางอย่างแอบแฝงอยู่ และสิ่งนั้นอาจจะเป็นกุญแจสำหรับความหวัง ความสุข และคำตอบของชีวิต

ถ้าอย่างนั้น เราลองมาตามหาสิ่งนั้น  มาช่วยกันหาความหมายที่แท้จริงตามหาสาระลึกๆ  ของคริสต์มา สที่ต้องการจะสื่อถึงพวกเราที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันกันดีกว่า



คริสต์มาสเริ่มต้นอย่างไร

ตั้งแต่ ค.ศ.400   คริสต์มาสเป็นการเฉลิมฉลองการบังเกิดของพระกุมารเยซู “คริสต์” หมายถึง “พระแมสซีอาห์” หรือ “ผู้ได้รับเจิม” ชื่อที่มีความหมายถึงพระเยซูเจ้า และพิธีมิสซาก็คือ พิธีทางศาสนาซึ่งนับเป็นหัวใจของการเฉลิมฉลองเลยทีเดียว

ในประเทศตะวันตกปัจจุบัน  ความหมายที่แท้จริงของคริสต์มาสถูกลืมเลือนไป จนคริสต์มาสกลายเป็ นเทศกาลที่แทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับศาสนาเลย เด็กๆ ส่วนใหญ่เชื่อและให้ความสำคัญกับซานตาคลอสมากกว่าองค์พระผู้ไถ่ พระกุมารที่บังเกิดมาวันคริสต์มาสกลายเป็นเวลาของการเฉลิมฉลอง การดื่มกิน และความบันเทิงต่างๆ

หากอยากจะรู้เรื่องราวคริสต์มาสที่แท้จริงแล้วล่ะก้อ  “พระคัมภีร์”  มีคำตอบสำหรับคุณ เรื่องราวการบั งเกิดของพระเยซูเจ้าถูกบันทุกไว้ในพระวรสารนักบุญมัทธิว และนักบุญลูกา บทที่ 1 และ 2 และเมื่อคุณได้ติดตามเหตุการณ์ในพระคัมภีร์แล้วคุณอาจจะรู้สึกว่า การบังเกิดของพระกุมารเยซู และการเฉลิมฉลองคริสต์มาสของชาวตะวันตกในปัจจุบันนั้น ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย



“ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเป็นเจ้า จงเป็นไปแก่ข้าพเจ้าตามวาทะของท่าน”

ในพระคัมภีร์บันทึกเหตุการณ์การบังเกิดของพระเยซูไว้ว่า  พระกุมารน้อยทรงบังเกิดจากพระนางพรหมจารีย์ เมื่อพระนางทรงครรภ์ด้วยเดชะพระจิต นักบุญยอแซฟคู่หมั้นของพระนางเป็นคนดีไม่ต้องการให้พร ะนางเสื่อมเสียจึงคิดจะถอนหมั้นเงียบระหว่างนั้นเอง  ทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็มาบอกท่านในความฝันให้รับพระนางเป็นภรรยา   ในเวลานั้นมีคำสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้ง  แผ่นดิน   ผู้คนต่างก็ไปขึ้นทะเบียนที่เมืองของตน  นักบุญยอแซฟจึงพาพระนางมารีย์ออกเดินทางจากนาซาเร็ธ   แคว้นกาลิลี เพื่อไปจดทะเบียนสำมะโนครัวที่เมืองของดาวิด ชื่อเบธเลเฮม แคว้นยูเดีย เพราะท่านเป็นเชื้อสายของดาวิด

เมื่อมาถึงเบธเลเฮม  ท่านทั้งสองก็ต้องพบความกังวลและผิดหวังเมื่อตามโรงแรมและที่พักต่างๆ ไม่มีห้องว่างเลย มีที่พอจะพักพิงได้ก็เพียงในคอกสัตว์ที่นักเดินทางให้ลาและม้าของพวกเขาพักเท่านั้น

และในคืนนั้นเอง   พระกุมารน้อยก็ทรงบังเกิดมา  ไม่มีเตียงสำหรับพระองค์ในถ้ำเลี้ยงสัตว์  แม่พระแ ละนักบุญยอแซฟจึงใช้รางสำหรับใส่อาหารสัตว์ปูด้วยหญ้าแห้งเป็นที่บรรทมของพระกุมารน้อย

การ์ดคริสต์มาสที่เราเห็นทุกวันนี้มักจะมีภาพของบ้าน ถ้ำ หรือคอกสัตว์ที่สวยงามน่าอยู่ แต่ในความเป็นจริง เมื่อเกือบ 2000 ปีที่ผ่านมา คอกสัตว์นั้นคงจะสกปรก และน่ากลัวไม่น้อยสำหรับคนสองคนที่ต้องเดินทา งมาไกลจากบ้านเกิดและครอบครัวของตน และน่าสงสารพระกุมารเยซูที่ต้องเริ่มชีวิตบนโลกมนุษย์ในที่ที่ต่ำต้อยเช่นนี้



แผนการของพระเจ้า

คริสตชนเราเชื่อว่านี่เป็นแผนการของพระเจ้า   พระองค์ต้องการจะให้เราเห็นแบบอย่างของพระเยซูเจ้าซึ่เกิดมาอย่างต่ำต้อย ยากจน ไม่ได้สมบูรณ์พูนสุขอย่างพระราชา ซึ่งการบังเกิดนี้ได้ถูกทำนายไว้ล่วงหน้าแล้วในหนังสือบรรดาประกาศก

500 ปี ก่อนหน้านั้น ประกาศกมีคาห์ กล่าวไว้ว่า

“เมืองเบธเลเฮม  เจ้าเป็นเมืองเล็กน้อยที่สุดในประเทศยูดาห์  แต่เราจะนำผู้ปกครองชาติอิสราเอลออกมาจากเจ้า เชื้อวงศ์ของท่านสืบลำดับมาแต่สมัยโบราณ”

ขอขอบคุณที่มา จาก

จาก..อุดมสารรายสัปดาห์
ปีที่ 22 ฉบับที่ 52

ประจำวันที่ 20 - 31 ธันวาคม 2541




เครดิต :
 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!



รวมเรื่องเด็ด ประเด็นดัง วันนี้