อธิบายละเอียดยิบ!! กลิ่นตัวเกิดจากอะไร? อาจเป็นสัญญาณร้ายจากภายใน (คลิป)

อธิบายละเอียดยิบ!! กลิ่นตัวเกิดจากอะไร? อาจเป็นสัญญาณร้ายจากภายใน (คลิป)

เชิญรับชมคลิปวิดีโอ
vvvv
vvv
vv
v

กลิ่นตัว คือ กลิ่นที่ติดตัวเรา เกิดจากบริเวณต่าง ๆ ทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเกิดที่บริเวณ รักแร้ ท้ายทอย ศีรษะ ขาหนีบ หรือแม้แต่บริเวณอวัยวะเพศ ก็สามารถเกิดกลิ่นได้ กลิ่นนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังบริเวณนั้น ได้มีการย่อยสลายเหงื่อจนเกิดกรดไขมัน และเชื้อราที่ทำให้เกิดการอับชื้น แล้วจึงเกิดเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์ขึ้นมา ซึ่งกลิ่นตัวนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเพศหญิงและชาย แต่เพศชายจะมีกลิ่นที่ค่อนข้างแรงกว่า เพราะในเพศชายนั้นจะมีต่อมเหงื่อที่แยกออกไปเยอะกว่า และรักษาความสะอาดได้ไม่ดีเท่าเพศหญิง



ร่างกายของเรานั้นจะขับเหงื่อออกมา 2 ชนิด
1. Aprocrine เป็นเหงื่อที่ร่างกายจะผลิตออกมา บริเวณ รักแร้ เท้าและมือ บริเวณข้อพับ และอวัยวะเพศ ซึ่งเหงื่อชนิดนี้จะมีส่วนประกอบของ ไขมันและโปรตีน ที่เป็นอาหารชั้นดีของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้บริเวณนี้มักจะเกิดกลิ่นที่รุนแรงมากกว่าบริเวณอื่น
2. Eccrine เป็นเหงื่อที่ถูกขับออกจากร่างกาย เพื่อลดอุณหภูมิในตัวเรา เมื่อเวลาที่เราออกกำลังกายเหงื่อก็จะออกมาเยอะ แต่กลับไม่มีกลิ่นอะไร เพราะเหงื่อชนิดนี้จะไม่มีกลิ่นตัว ติดมาด้วยนั่นเอง

ปัจจัยในการเกิดกลิ่นตัว
1.เชื้อชาติ พบว่าชาวยุโรป และชาวอินเดีย จะมีกลิ่นตัวที่แรงกว่าฝั่งชาวเอเชีย และคนผิวดำจะมีกลิ่นตัวแรงกว่าคนผิวขาว เนื่องจากมีพันธุกรรมที่เหงื่อจากต่อมเหงื่อของคนดำจะมีความรุนแรงกว่าคนผิวขาว
2. อาหาร อาหารที่มีผลทำให้เกิดกลิ่นตัว โดยเฉพาะได้แก่ สารอาหารประเภทไขมัน นม เนย ที่มีกรดไขมันสูง สารระเหยในอาหารเหล่านี้ถูกขับออกมากับเหงื่อ และทำให้เกิดกลิ่นได้
3. ฮอร์โมน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงวัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ที่มีผลต่อการเกิดกลิ่นตัวได้อย่างมาก ซึ่งสาเหตุนี้จะมีน้อยลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งกลิ่นตัวชนิดที่ว่ามาข้างต้นนี้ สามารถทำให้ดีขึ้นได้ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา ก็จะสามารถลดกลิ่นตัวลงได้ เช่น...
1.รักษาความสะอาด ของร่างกายเป็นประจำ อาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เน้นถูสบู่ในบริเวณที่เกิดกลิ่นได้ง่าย เช่น รักแร้ ข้อพับ มือและเท้า เป็นต้น ซักเสื้อผ้าให้สะอาด และงดเว้นการใส่เสื้อผ้าที่สวมใส่แล้ว แต่ถ้าซักแล้วแต่ก็ยังมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ติดอยู่อีก ให้แช่ผ้าก่อนซักไว้ประมาณ 15 นาที ค่อยล้างน้ำออก แล้วแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มไว้อีก 15 นาที แล้วจึงขึ้นตาก
2.รับประทานอาหาร ที่หลากหลาย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เน้นผักสดทั้งใบเขียว ใบเหลือง และผลไม้สดชนิดต่าง ๆ  รวมทั้งทานอาหารที่มีธาตุสังกะสี หรือแมกนีเซียม เช่น ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท และอาหารทะเล หลีกเลี่ยงอาหารหรือผักและผลไม้ที่มีกลิ่นแรง เช่น สะตอ ทุเรียน หัวหอม กระเทียม ปลาร้า เป็นต้น รวมถึงการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่  และดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ทุกชนิดด้วย
3.ลดความเครียด ความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่จะยิ่งทำให้กลิ่นตัวเราแรงขึ้นได้ เพราะร่างกายจะหลั่ง สารอดรีนาลีน ออกมา เพราะฉะนั้นเราจึงควรลดความเครียด ด้วยการพักผ่อน ดูหนัง ฟังเพลง แล้วแต่ที่เราชอบ แค่นี้ก็จะสามารถทำให้กลิ่นตัวเราดีขึ้นได้อีกด้วย
4.พักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อร่างกายต้องการ การพักผ่อนก็ควรต้องรีบพัก เพราะถ้ายังคงฝืน ก็จะยิ่งเข้าไปกระตุ้นความเครียด และอาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ก็ยิ่งทวีคูณกลิ่นตัวให้เพิ่มมากขึ้น ไปอีกเช่นกัน
5.ควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวบ่อย เพราะจะไปทำลายแบคทีเรียดีในผิวของเรา ก็ยิ่งทำให้กลิ่นตัวเพิ่มขึ้น ควรขัดแค่เพียง 2 - 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์เท่านั้น
6.ทำดีท็อกซ์ ล้างพิษในร่างกาย ทำให้ภายในสะอาดมากขึ้น กลิ่นตัวที่เกิดจากภายในก็จะลดลงไปด้วย
7.รับประทานวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี ที่ช่วยในเรื่องของลดความเครียด ที่มีผลต่อการเกิดกลิ่นตัว หรือวิตามินบี 1, วิตามินบีคอมเพล็กซ์, วิตามินบี 6, สังกะสี และแมกนีเชียม หนึ่งวันต่อสัปดาห์ ก็สามารถที่จะระงับกลิ่นตัวได้เช่นกัน 
8.เลี่ยงอาหารก่อพิษ จำพวกเนื้อสัตว์ทั้งหมู เนื้อ ไก่ ไข่ ตับ รวมทั้งช็อกโกแลต ลูกเกด ถั่วลิสง เพราะจะทำให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังนั้น ขับไขมันออกมามากโดยเฉพาะรักแร้ และที่สำคัญจะทำให้เกิดสารพิษตกค้างในลำไส้ ก่อให้เกิดเหงื่อที่มีกลิ่นเฉพาะตัว

สารเคมีที่ช่วยในการระงับกลิ่นตัว
1.สารส้ม ใช้สารส้มทาถูที่รักแร้ หลังจากอาบน้ำทุกครั้ง โดยทารักแร้ที่ยังเปียกอยู่ซ้ำ 2 รอบ เช้า - เย็น ทำแบบนี้ทุกวันกลิ่นจากรักแร้ก็จะดีขึ้น
2.สารส้ม และพิมเสน นำสารส้มผสมกับพิมเสนอย่างละเท่า ๆ กัน บดให้ละเอียดแล้วผสมแป้งฝุ่น หรือดินสอพอง หยดน้ำลงไปนิดหน่อยทาที่รักแร้แล้วปล่อยให้แห้ง สูตรนี้ทำช่วงกลางคืนตอนก่อนนอน เช้าแล้วค่อยล้างออก
3.น้ำมันสาระแหน่ หยดน้ำมันที่สกัดจากสะระแหน่ 2 - 3 หยด ใส่ลงในอ่างอาบน้ำ หรือหยดลงบนฝ่ามือแล้วถูก่อนสบู่ เพราะสะระแหน่มีคุณสมบัติ เป็นยาดับกลิ่นตามธรรมชาติอยู่แล้ว
4.น้ำหอม โรลออน และสเปรย์ระงับกลิ่นกาย โดยให้ใช้ทา หรือฉีดให้ทั่วร่างกาย เพื่อระงับกลิ่น โดยเฉพาะบริเวณรักแร้ ข้อพับ หลังหู และหน้าอก ก่อนออกไปทำงาน หรือไปเรียนในทุก ๆ เช้า
5.โบท็อกซ์ สำหรับผู้ที่อะไรก็เอาไม่อยู่ น้ำหอม โรลออน สเปรย์ก็ไม่ได้ผล แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการฉีดโบท็อกซ์ที่สามารถลดเหงื่อ และยับยั้งสารที่หลั่งออกมาพร้อมเหงื่อได้ วิธีนี้ยับยั้งเหงื่อได้ถึง 83% แต่จะต้องฉีดซ้ำเรื่อย ๆ ทุก 3 - 6 เดือน แต่ราคาทำต่อครั้งค่อนข้างสูง

แต่ถ้าใครที่มีกลิ่นแบบข้างต้นแต่รุนแรงกว่า หรือมีกลิ่นที่ทำวิธีไหนก็ไม่หาย แถมยังเหม็นคล้ายกับปลาเน่า นั่นแสดงว่ามีอาการผิดปกติของร่างกายโดยตรง ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า "โรคกลิ่นตัวเหม็นเน่า"

โรคกลิ่นตัวเหม็นเน่า
โรคกลิ่นตัวเหม็นเน่า หรือ Fish - Malodor Syndrome ( FOS ) เป็นโรคที่มีกลิ่นติดตัวที่เหม็นรุนแรง คล้ายกับกลิ่น "ปลาเน่า" มักเป็นที่รังเกียจของสังคม และทำวิธีไหนก็ไม่อาจหาย จึงต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เกิดจากการที่สาร TMA ซึ่งเป็นกลิ่นในร่างกาย ผ่านทางเหงื่อ ปัสสาวะ และสารคัดหลั่งทำงานผิดปกติ โดยคนที่เป็นโรคนี้ถ้าทานอาหารที่มี metabolic ที่มีอยู่มากใน ไข่แดง เนื้อสัตว์ และถั่วหลายชนิดเข้าไป สารอาหารเหล่านี้ก็จะซึมผ่านกระแสเลือด และนำพา TMA เข้าสู่ตับ ซึ่งในคนปกติเมื่อสาร TMA ผ่านตับก็จะถูกเอนไซม์ชนิดหนึ่งของตับทำลายไป ทำให้ไม่เกิดกลิ่นใด ๆ แต่ในผู้ที่เป็นโรคนี้ จะไม่มีเอนไซม์ชนิดนี้อยู่ในตับทำให้สาร TMA ไม่ถูกทำลาย กลิ่นนั้นก็เลยไม่ถูกกรองออกไปด้วย ซึ่งเมื่อถูกขับ ออกมาทาง เหงื่อ ปัสสาวะ สารคัดหลั่ง หรือแม้แต่กลิ่นลมหายใจ จึงมีกลิ่นเหม็นกว่าคนปกติ และโรคนี้มักเกิดจาก พันธุกรรม, การได้รับยาบางตัว หรือแม้แต่การเป็นโรคตับพิการด้วยเช่นกัน

วิธีการรักษาโรคกลิ่นตัวเหม็นเน่า
1.ต้องพยายามลดอาหารที่มีโคลีนสูง เพราะสารตัวนี้จะถูกแบคทีเรีย ในทางเดินอาหาร เปลี่ยนไปเป็นสาร TMA แล้วถูกดูดซึมเข้าร่างกาย ซึ่งในอาหารที่มีโคลีนสูง ได้แก่ ไข่แดง ตับหมู แฮม ปลาทูน่า ปลาเค็ม ทุเรียน ถั่วทุกชนิด และเต้าเจี้ยว เป็นต้น
2.การใช้ยาปฎิชีวนะ เช่น metronidazole ( Flagyl ) 250 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือ รับประทานครั้งเดียว 2 กรัม วันละครั้งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อไปยับยั้งการทำงานของแบคทีเรีย แต่ห้ามทานยาตัวนี้ติดต่อกันเกิน 3 เดือนเพราะอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ และท้องเสียได้ เพราะฉะนั้นเมื่อกลิ่นตัวเบาลงก็ต้องหยุดยานี้ทันที
3.หลีกเลี่ยงการรับประทานยาลดความเครียด หรือยาระงับประสาทใด ๆ เพราะผู้ที่เป็นโรคนี้ โดยส่วนใหญ่จะมีอาการ เครียด วิตกกังวล เป็นอย่างมาก ต่อกลิ่นที่มีผลในการเข้าสังคม จนต้องทานยาเพื่อระงับความเครียด โดยไม่รู้ว่ายาพวกนี้จะยิ่งเข้าไปทำให้กลิ่นนั้น เพิ่มมากขึ้น 
4.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้า และเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ทุกชนิด เพราะสิ่งเหล่านี้จะยิ่งเข้าไปกระตุ้นให้กลิ่นตัวแรงมากขึ้น และยังทำให้สาร TMA เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย 
5.การรักษาโดยการตัดต่อยีนส์ ( gene ) โดยนักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ พบว่ายีนส์ที่ทำหน้าที่ในการควบคุม การสร้างเอนไซม์ของตับที่ทำลายสาร TMA นั้น สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ โดยการตัดต่อยีนส์ของผู้ที่เป็นโรคนี้ ให้กลับมาทำงานได้โดยสมบูรณ์เหมือนคนปกติ เพียงแต่วิธีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลอง และพัฒนาการรักษาอยู่ 

โดยสรุปแล้ว ผู้ที่มีอาการกลิ่นตัวเหม็นเน่านั้น แพทย์ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ จึงทำได้เพียงแค่คิดวิธีในการรักษาเบื้องต้น และควบคุมการรับประทานอาหารเท่านั้น และโรคนี้สามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ จึงมักจะประสบกับปัญหาหลายอย่าง เช่น ปัญหาเกี่ยวกับการเป็นที่รังเกียจของสังคม รวมทั้งญาติพี่น้อง เป็นต้น และในที่สุด ก็จะกลายเป็นคนที่มีความเครียด กังวลใจ และอาจจะเป็นโรคซึมเศร้าไปในที่สุด ซึ่งในบางรายอาจถึงขั้น คิดฆ่าตัวตายเลยก็ได้ ในปัจจุบันโรคนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่นอน แต่ไม่น่าจะน้อยกว่าร้อยละ 1 สำหรับประเทศไทย และกลุ่มประเทศในเอเซียก็อาจจะมีผู้ป่วย ด้วยโรคนี้มากถึงร้อยละ 4 ของจำนวนประชากรเลยก็เป็นได้

 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

" ประกาศ "
ละเว้นการทำผิดศีล โดยไม่ส่งข้อความที่สร้างความไม่สบายใจกับผู้อื่น
ความเห็น : 
เพศ : 
 ชาย    หญิง    ไม่ระบุ
โดย : 
 

ทางทีมงานไม่ขอรับผิดชอบข้อความต่างๆ ขอให้ผู้โพสรับผิดชอบตัวเอง และรับผิดชอบต่อสังคม
ถ้าข้อความใดส่งผลต่อประเทศชาติ ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่ เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิด



กระทู้เด็ดน่าแชร์