Supreme แฟชั่นมูลค่า 30,000 ล้าน “ไม่ใช่ทุกคนที่ซื้อได้”

Supreme แฟชั่นมูลค่า 30,000 ล้าน “ไม่ใช่ทุกคนที่ซื้อได้”

ทำไม Supreme ทำอะไรก็ขายดี ขายอิฐก้อนละพันยังมีคนซื้อไปขายต่อสามหมื่น!?
ประโยคข้างบนไม่ได้เป็นมุกตลก แต่อิฐของ Supreme ที่ขายก้อนละ 30 เหรียญ (ราว 1,000 บาท) ขายหมดอย่างรวดเร็ว จนมีคนเอาไปเก็งกำไรบนอินเตอร์เน็ตถึงก้อนละ 1,000 เหรียญ แถมยังขายได้อีก เอากับเขาสิ!!

อะไรคือสิ่งที่ทำให้แบรนด์โลโก้สีแดงนี้ กลายมาเป็นแบรนด์หรูชนิดที่ว่า “ของมันต้องมี!!” จนทุกคนต้องแย่งกันซื้อ

 

ต้นกำเนิดของ Supreme
– James Jebbia ชาวอังกฤษที่ย้ายมาอยู่ในนิวยอร์ก เปิดร้านเล็กเสื้อผ้าเล็กๆ ขึ้นในปี 1994 จากความชื่นชอบในวัฒนธรรม “สเก็ตบอร์ด”

– เขาไม่ได้เล่นสเก็ตบอร์ด แค่รู้สึกชอบ และอยากให้ชาวสเก็ตมีเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ “คูลๆ” ไว้สวมใส่ใช้งานกันบ้าง

– บ็อกซ์โลโก้อันเรียบง่าย เป็นเพียงตัวอักษรสีขาวคำว่า Supreme บนพื้นสีแดง แม้จะดูไม่มีอะไร แต่กลับกลายเป็นที่จดจำได้ง่าย

Supreme แฟชั่นมูลค่า 30,000 ล้าน “ไม่ใช่ทุกคนที่ซื้อได้”

James Jebbia ผู้ให้กำเนิด Supreme
 

Supreme กับการเติบโตจนกลายเป็นลัทธิแฟชั่น
– แรกเริ่มเดิมที สินค้า Supreme ยังเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มของชาวสเก็ตบอร์ด พวกเขาทำเสื้อผ้าคุณภาพดี งานเนี้ยบ เรียบง่าย ดีไซน์เก๋ มาเป็นจุดขายให้ลูกค้า

– ข้อสำคัญของแบรนด์ก็คือ พวกเขาทำสินค้าแบบที่ตัวเองอยากทำ โดยไม่ได้ตามเทรนด์ในขณะนั้น

– ตรงกันข้าม Supreme สร้างเทรนด์ต่างๆ ขึ้นมาเอง ตามที่พวกเขาอยากทำ แต่ความไม่สนไม่แคร์นี้ กลับถูกใจกลุ่มแฟนคลับเป็นอย่างยิ่ง

– แถมมีความกล้า บ้าบิ่น นำบ็อกซ์โลโก้แบรนด์ Supreme อันเป็นเอกลักษณ์ ไปจับผสมสานกับสิ่งคุ้นตาอื่นๆ ทั้งการล้อเลียนโลโก้โคคาโคล่า จับโลโก้ตัวเองเปลี่ยนเป็นภาษาฮิบรู หรือกระทั่งดัดแปลงลวดลายของหลุยส์ วิตตอง ตั้งแต่สมัยยังไม่จับมือกัน จนเกือบโดนเอาเรื่องมาแล้ว

– อีกจุดหนึ่งคือความสัมพันธ์ที่ดีของ Supreme กับแบรนด์ดังอื่นๆ เขาไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง ตรงข้ามคือไปจับมือกันเพื่อทำคอลเลคชั่นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า Vans, Nike หรือกระทั่งเบียร์ Budweiser ซึ่งดูไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องกันได้

– นอกจากจับมือกับแบรนด์อื่นแล้ว ยังไปร่วมมือกับคนดังในหลากหลายวงการ ทั้งศิลปินฮิปฮอป ร็อค กระทั่งนักมวยอย่าง Mike Tyson ก็มีคอลเลคชั่นพิเศษมาโดยเฉพาะด้วย

– แต่ละคอลเลคชั่นพิเศษที่ออกมา ยิ่งทำให้แบรนด์ของ Supreme กลายเป็นสินค้าเฉพาะทางที่ถูกรู้จักในวงกว้างขึ้น ผ่านทางแฟนคลับของสินค้าอื่นๆ นั่นเอง

– แต่แทนที่จะทำของออกมาขายเยอะๆ ตามใจแฟนคลับที่อยากจะได้ พวกเขากลับทำมาในปริมาณจำกัดซะอีก

– นั่นเพราะ James ไม่อยากให้สินค้าทำออกมาเหลือค้างสต็อก จนต้องขนออกมาลดราคาขายเลหลัง

– เมื่อความต้องการมากกว่าตัวสินค้า คนก็เลยต้องแย่งชิงกันมากขึ้น และนั่นยิ่งทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์ Supreme โด่งดังขึ้นไปอีกในฐานะของหายาก

 

สินค้า Supreme ซื้อยากขนาดไหน!?
– Supreme เปิดตัวคอลเลคชั่นปีละ 2 ครั้ง ซึ่งพวกเขาจะประกาศให้รู้ก่อนผ่านช่องทางออนไลน์

– สินค้าคอลเลคชั่นใหม่ จะวางขายที่ร้านในวันพฤหัสบดี

– แต่แฟนบางส่วนก็รอหน้าร้านตั้งแต่คืนวันพุธเลยด้วยซ้ำ ซึ่งบางคอลเลคชั่น พวกเขาแทบไม่รู้ว่าจะเป็นการเปิดตัวอะไร ก็ขอเข้าคิวเพื่อซื้อก่อน

– ร้านของ Supreme มีเพียง 11 สาขาทั่วโลกเท่านั้น จึงมีการเปิดขายผ่านออนไลน์ทางหน้าเว็บไซต์ด้วย

– แต่การวางขายสินค้าบนเว็บไซต์ หลังการวางขายในร้านจริง ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่จะซื้อได้ เพราะมักจะหมดแทบจะทันทีที่มีการอัพเดทสินค้าใหม่

– แฟนคลับถึงขั้นมีการพัฒนา “Bot” เพื่อใช้ในการซื้อสินค้าบนหน้าเว็บไซต์โดยเฉพาะ เพราะมันทำงานได้เร็วกว่าคนนั่งคลิก

– แต่.. ยังไม่จบ ยิ่งเป็นคอลเลคชั่นกับแบรนด์ดังหรือคนดัง ต่อให้เป็น Bot ก็ยังซื้อไม่ทัน เพราะมี Bot บางตัวซึ่งเร็วกว่าซื้อตัดหน้าไปเสียอีก (เอ๊า!!)

 

การปั่นราคา กับความสำเร็จของ Supreme
– เมื่อมีความต้องการสินค้าของ Supreme สูงมาก บางชิ้นอาจจะมีราคาสูง 2-10 เท่าจากราคาหน้าร้าน

– จึงก่อกำเนิดอาชีพ “นักปั่นราคา” ขึ้นมา

– แม้ทาง Supreme จะมีการจำกัดจำนวน อย่างเช่น 1 คน 1 ชิ้น แต่ความอยากได้ของแฟนคลับมันมีสูงกว่านั้น

– ยิ่งขายต่อได้แพง ก็ยิ่งมีคนอยากมาซื้อ แล้วพอมีความต้องการซื้อมากขึ้น ก็ยิ่งขายต่อได้แพง วนไปวนมาอย่างนี้

– กลายเป็นว่าธุรกิจสีเทาๆ นี้ มีส่วนต่อความสำเร็จและการขยายชื่อเสียงของแบรนด์ Supreme จนผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกว่าถ้าไม่มีการปั่นราคา แบรนด์อาจจะมาไม่ถึงจุดนี้



Supreme แฟชั่นมูลค่า 30,000 ล้าน “ไม่ใช่ทุกคนที่ซื้อได้”

ภาพของการเข้าคิวหน้าร้าน Supreme
 

หลังจาก Supreme ขายหุ้น 50% ให้กับทาง  Carlyle Group เป็นมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท

ทำให้ถูกประเมินว่าแบรนด์มีมูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว

ทั้งที่มีเพียงแค่ 11 สาขาทั่วโลก แบ่งเป็นในอเมริกา 3 สาขา อังกฤษ 1 สาขา ฝรั่งเศส 1 สาขา และญี่ปุ่น 6 สาขา

 

เรื่องราวความสำเร็จของ Supreme ท่ามกลางธุรกิจเสื้อผ้าที่ดูคล้ายกันไปหมด

เสื้อผ้าเป็น 1 ในปัจจัย 4 เป็นของที่ใครๆ ก็ต้องมี ผู้ผลิตจึงต้องทำราคาให้เอื้อมถึง ให้คนทั่วไปซื้อได้ เพื่อยอดขายที่ดีและเข้าถึงผู้บริโภคให้มากที่สุด

 

แต่ Supreme เดินหมากในทางตรงข้าม เป็น “ของที่ต้องมี” แต่ “ไม่ใช่ทุกคนที่ซื้อ”

ซึ่งความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ อาจจะเป็นเคล็ดลับสู่ความสำเร็จของแบรนด์ในทุกวันนี้ก็เป็นได้

ที่มา billionaireth

 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

" ประกาศ "
ละเว้นการทำผิดศีล โดยไม่ส่งข้อความที่สร้างความไม่สบายใจกับผู้อื่น
ความเห็น : 
เพศ : 
 ชาย    หญิง    ไม่ระบุ
โดย : 
 

ทางทีมงานไม่ขอรับผิดชอบข้อความต่างๆ ขอให้ผู้โพสรับผิดชอบตัวเอง และรับผิดชอบต่อสังคม
ถ้าข้อความใดส่งผลต่อประเทศชาติ ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่ เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิด



กระทู้เด็ดน่าแชร์