|
คำถามที่พุ่งไปสู่สินค้าตัวนี้ ณ ตอนนี้คือ ใครคือผู้ที่ต้องใข้ และใครคือผู้ที่ต้องจ่าย
- วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก 'ชื่อซ่อนปม...ร่มที่ยังมีรอยรั่ว'
'วัคซีนป้องกันมะเร็วปากมดลูก' เพิ่งถูกใช้ในประเทศไทยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการแพทย์รู้จักวัคซีนนี้ในชื่อว่า 'วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV' หรือ 'Human papillomavirus' ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยบางสายพันธุ์เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก 70 % อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจาก HPV 2 สายพันธุ์ดังกล่าวแล้ว HPV สายพันธุ์อื่นๆ และพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ ก็ยังสามารถเป็นสาเหตุของการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้เช่นกัน ดังนั้น โอกาสที่วัคซีนนี้จะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกจึงอยู่ที่ประมาณ 70 % เท่านั้น
- 'ใครควรฉีด ฉีดเมื่อไหร่ มีฤทธิ์นานแค่ไหน' ขีดจำกัดที่มักไม่พูดถึง ข้อจำกัดของวัคซีนที่มักถูกเผยแพร่ต่อสังคม คือ วัคซีนดังกล่าวจะให้ผลดีเฉพาะกับผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน และยังมีอายุน้อย โดยการไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด เพราะสาเหตุของการติดเชื้อไวรัส HPV ที่ปากมดลูก มักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจาก HPV เป็นเชื้อที่สามารถติดได้ง่ายมาก จากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก โดยมีโอกาศติด HPV ถึง 80 % และเมื่อร่างกายได้ติด HPV มาแล้ว วัคซีนดังกล่าวจะไม่สามารถสร้างภูมิต้านทานการติดเชื้อได้
ส่วนการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ที่เนื้อเยื่อปากมดลูก ซึ่งมักถูกเสนอเป็นวิธีการตรวจเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกวิธีหนึ่งนั้น หากคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์และเข้าตรวจหา HPV แล้วพบว่าไม่มีการติดเชื้อ จะไม่ได้หมายความว่า จะสามารถฉีดวัคซีนดังกล่าวแล้วได้ผล เพราะการตรวจการ HPV เป็นการตรวจหาร่องรอยแผล หรือปฏิกิริยาที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV เท่านั้น ซึ่งไม่มีน้ำหนักยืนยันว่า เราติดเชื้อ HPV แล้วหรือไม่ เพราะหากมี HPV จำนวนน้อยที่ปากมดลูก ก็อาจตรวจไม่พบเชื้อ
'ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วและสนใจฉีดวัคซีนตัวนี้ และได้รับคำแนะนำชักชวนจากสถานพยาบาลให้ตรวจหาการติดเชื้อไวรัส HPV เพื่อให้รู้แน่ว่า เมื่อฉีดแล้วจะได้ผลหรือไม่ ขอให้แน่ใจได้เลยว่า คุณกำลังเจอมาตรการ 'กินสองต่อ' เข้าให้แล้ว !!! '
- การตลาดที่ท้าทายจริยธรรม จากการสำรวจข้อมูล โดยการสอบถามโรงพยาบาลเอกชน 9 แห่ง เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV และราคาวัคซีนที่ใช้ในโรงพยาบาลเอกชน พบว่า ประเทศไทยยังมียี่ห้อเดียว คือ Gardasil และพบข้อน่าสังเกตที่น่าสนใจ ดังนี้ * โรงพยาบาลหลายแห่งละเลยข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า วัคซีนนี้อาจไม่ได้ผลกับผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว * บางแห่งให้ข้อมูลประสิทธิภาพการทำงานของวัคซีนผิดพลาด * มักแนะนำให้ฉีดวัคซีนยี่ห้อที่สามารถป้องกันเชื้อได้ 4 ชนิด โดยอ้างว่า มีประสิทธิภาพกว่ายี่ห้อที่ป้องกันได้ 2 ชนิด ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลที่นำไปสู่ความเข้าใจผิด เพราะวัคซีน 2 ชนิดที่เพิ่มเข้ามา คือ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ป็นสายพันธุ์ ที่ก่อความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกที่ต่ำมาก * ไม่มีโรงพยาบาลใดให้ข้อมูลว่า วัคซีนนี้ยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา บางแห่งระบุว่า วัคซีนมีช่วยเวลาการออกฤทธิ์ที่ชัดเจน และไม่มีผลข้างเคียง ทั้งที่ผลวิจัยในปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ * โรงพยาบาลเกือบทุกแห่งเสนอ 'โปรโมชั่น' ในการฉีดวัคซีนนี้
|