| |
หลายคนมักมองว่าการดื่มกาแฟ ส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าผลดี
แต่ผลการศึกษาวิจัยถึงประโยชน์ของการบริโภคกาแฟ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารโภชนศาสตร์คลินิกของอเมริกา โดยดร.เดวิด อาร์ จาคอบ จูเนียร์ และคณะจากมหาวิทยาลัยมินเนโซต้า เมืองมินเนอาโพลิส ได้ศึกษาความสัมพันธ์ของการดื่มกาแฟกับการเสียชีวิตทุกประเภท
|
|
|
และการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ
โรคมะเร็งและโรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบภายใต้โครงการศึกษาสุขภาพของผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในเมืองไอโอวา โดยศึกษาวิจัยในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงจำนวน 27,321 คน อายุระหว่าง 55-69 ปี ซึ่งใช้เวลาเริ่มต้นศึกษาและติดตามผลเป็นเวลา 15 ปีต่อมา โดยระหว่างการศึกษามีผู้เสียชีวิตรวม 4,265 คน
|
|
ดร.จาคอบ ได้นำเสนอผลการศึกษาที่พบว่า
"เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหญิงที่ดื่มกาแฟ 1-3 ถ้วยต่อวันกับผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟเลย
กลุ่มหญิงที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงจากการตายจากการอักเสบลดลงถึง 24% และแม้ว่าจะดื่มกาแฟมากขึ้น แต่ความเสี่ยงจากการตายก็จะไม่ลดลงอีก ส่วนการลดความเสี่ยงจากการตายลงเนื่องจากโรคหลอดเลือดหัวใจนั้น มีความสัมพันธ์เล็กน้อยกับการดื่มกาแฟในปริมาณมากขึ้น
ส่วนโรคมะเร็งนั้น การดื่มกาแฟจะไม่ส่งผลต่อการเกิดโรคมากขึ้นแต่อย่างใด
|
|
การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า
กาแฟเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในอาหารของชาวนอร์วิเจียน และหญิงวัยกลางคนของเมืองไอโอวา การเกิด "Oxidative stress" หรือปฏิกิริยาการทำลายเซลล์ เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะ โดยอนุมูลอิสระนั้นมีความสัมพันธ์กับการอักเสบ ซึ่งทำให้เราคาดหวังจะเห็นผลความเสี่ยงที่ลดลงเมื่อดื่มกาแฟ
|
|
รศ.ดร.ชัยชาญ แสงดี หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า
จากผลวิจัยพบว่า การดื่มกาแฟยังช่วยลดการเกิด oxidative stress ช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย และยังช่วยเพิ่มการทำงานเอนไซม์ในการกำจัดสารที่เป็นอันตรายด้วย
|
|
สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟ
จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยลดการเกิดเซลล์มะเร็งและลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคพาร์คินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรคข้ออักเสบ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคตับอักเสบอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากบริโภคกาแฟในปริมาณมากก็เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้เช่นกัน
|
|
แหล่งที่มา:

|
|
|
|
|