งานนมัสการพระธาตุพนม ประจำปี 2556


ททท. ขอเชิญเที่ยวอีสานสุขใจ อิ่มบุญ ในงานนมัสการพระธาตุพนม ประจำปี 2556

จังหวัดนครพนม โดยวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร กำหนดจัด “งานนมัสการพระธาตุพนม ประจำปี 2556” ระหว่างวันที่ 18-26 กุมภาพันธ์ 2556 ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อให้ชาวไทยทุกคนได้มาบูชาคุณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนได้เจริญศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นการออมบุญและเสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิต


นางสาวบุณยานุช วรรณยิ่ง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม กล่าวว่า การจัดงานนมัสการพระธาตุพนม เพื่อเป็นการบูชาองค์พระธาตุพนม พระมหาธาตุเจดีย์ อันประดิษฐานพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหน้าอกของพระสัมมาสัมพุทธพุทธเจ้า ซึ่งพบพระบรมสารีริกธาตุถึง 8 พระองค์ ในผอบและบุษบก 7 ชั้นอย่างวิจิตรงดงาม นอกจากนี้ในตำนานพระธาตุพนม ยังได้กล่าวว่าเป็นสถานที่ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังดำรงพระชนม์อยู่ ได้เสด็จมาประทับแรมอยู่หนึ่งราตรี พระธาตุพนมจึงเป็นปูชนียสถาน ศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในแถบลุ่มน้ำโขงและศูนย์กลางแห่งการแสวงบุญของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป นอกจากนี้พระธาตุพนมถือเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีวอก และพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ ผู้ที่เดินทางมานมัสการพระธาตุพนมจะทำให้เกิดอานิสงส์ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เป็นผู้มีบุญบารมี ผู้คนให้ความเคารพนับถือ และในงานนมัสการพระธาตุพนมในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสดีที่พุทธศาสนิกชนจะได้มากราบบูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าร่วมพิธีอัญเชิญพระอุปคุตจากริมฝั่งแม่น้ำโขง อันสมมติเป็นมหาสมุทรที่จำพรรษาของพระเถระรูปนี้ในอดีตกาล ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยคุ้มครองการจัดงานให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี


โดยขบวนแห่พระอุปคุตจะเริ่มจากบริเวณท่าด่าน อ. ธาตุพนม มาประดิษฐาน ณ บริเวณลานพระธาตุพนม พร้อมชมการรำบูชาองค์พระธาตุอันสวยงามตระการตา ในเช้าวันที่ 18 ก.พ. 2556 ร่วมพิธีกรรมต่างๆ ได้แก่ ทำบุญถวายข้าวพีชภาค พิธีห่มผ้าพระธาตุ และพิธีเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุ โดยเฉพาะในวันมาฆบูชา 25 ก.พ. 2556 จะมีพิธีเวียนเทียนใหญ่ นอกจากนั้นภายในงานยังมีการ ออกร้านจำหน่ายสินค้านานาชนิด และมหรสพสมโภชตลอดการจัดงาน ซึ่งในทุกปีจะมีประชาชนชาวไทย-ลาว มาร่วมงานนมัสการพระธาตุพนมอย่างคับคั่ง



ททท.สำนักงานนครพนม จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวได้มาร่วมงานบุญประเพณีนมัสการพระธาตุพนม เกิดมาชาติหนึ่งต้องไปไหว้พระธาตุพนมสักครั้ง พร้อมปฏิบัติบูชาด้วย ทาน ศีล สมาธิ ภาวนา นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางไปกราบไหว้บูชาพระธาตุประจำวันเกิดอีก 6 พระธาตุ ใน จ.นครพนม เพื่อเสริมสิริมงคลให้ท่านและครอบครัวมีชีวิตล้ำเลิศตลอดปี 2556


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม โทร. 0 4251 3490-1 เปิดทำการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.30 น.


งานนมัสการพระธาตุพนม ประจำปี 2556


พระธาตุพนม จ.นครพนมพระธาตุพนม ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุพนมวรวิหาร ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตำบล และอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม สถานที่ประดิษฐานองค์พระธาตุ อยู่บนภูกำพร้า หรือดอยกำพร้า ภาษาบาลีว่า กปณบรรพตหรือ กปณคีรี ริมฝั่งแม่น้ำขลนที อันเป็นเขตแขวงนครศรีโคตบูรโบราณ ตามตำนานพระธาตุพนม ในอุรังคนิทานกล่าวว่า สมัยหนึ่งในปัจฉิมโพธิกาล พระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระอานนท์ ได้เสด็จมาทางทิศตะวันออก โดยทางอากาศ ได้มาลงที่ดอนกอนเนา แล้วเสด็จไปหนองคันแทเสื้อน้ำ (เวียงจันทน์) ได้พยากรณ์ไว้ว่า ในอนาคตจะเกิดบ้านเมืองใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนา จากนั้นได้เสด็จไปตามลำดับ ได้ทรงประทานรอยพระพุทธบาทไว้ที่ โพนฉัน (พระบาทโพนฉัน) อยู่ตรงข้ามอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย แล้วเสด็จมาที่ พระบาทเวินปลา ซึ่งอยู่เหนือเมืองนครพนมปัจจุบัน ได้ทรงพยากรณ์ที่ตั้งเมืองมรุกขนคร (นครพนม) และได้ประทับพักแรมที่ภูกำพร้าหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นเสด็จข้ามแม่น้ำโขง ไปบิณฑบาตที่เมืองศรีโคตบูร พักอยู่ที่ร่มต้นรังต้นหนึ่ง (พระธาตุอิงฮังเมืองสุวรรณเขต) แล้วกลับมาทำภัตกิจ (ฉันอาหาร) ที่ภูกำพร้าโดยทางอากาศ     


งานนมัสการพระธาตุพนม ประจำปี 2556


พญาอินทร์ได้เสด็จมาเฝ้าและทูลถามพระพุทธองค์ ถึงเหตุที่มาประทับที่ภูกำพร้า พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า เป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ในภัททกัลป์ที่นิพพานไปแล้ว บรรดาสาวกจะนำพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุไว้ที่ภูกำพร้า พระพุทธองค์เมื่อนิพพานแล้ว พระมหากัสสปะ ผู้เป็นสาวก ก็จะนำเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ ณ ที่นี้เช่นกัน จากนั้นพระพุทธองค์ก็ได้ทรงปรารภถึงเมืองศรีโคตบูร และมรุกขนคร แล้วเสด็จไปหนองหารหลวง ได้ทรงเทศนาโปรดพญาสุวรรณพิงคาระ และพระเทวี ประทานรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นั้น แล้วเสด็จกลับพระเชตวัน หลังจากนั้นก็เสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา

งานนมัสการพระธาตุพนม ประจำปี 2556


เมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว มัลลกษัตริย์ทั้งหลายได้ถวายพระเพลิงพระสรีระ แต่ไม่สำเร็จ จนเมื่อพระมหากัสสปะมาถึงได้อธิษฐานว่า พระธาตุองค์ใดที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่ภูกำพร้า ขอพระธาตุองค์นั้นเสด็จมาอยู่บนฝ่ามือ ดังนี้แล้ว พระอุรังคธาตุ ก็เสด็จมาอยู่บนฝ่ามือขวาของพระมหากัสสปะ ขณะนั้นไฟธาตุก็ลุกขึ้นโชติช่วง เผาพระสรีระได้เองเป็นอัศจรรย์ เมื่อถวายพระเพลิงและแจกพระบรมสารีริกธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ มาทางอากาศ แล้วมาลงที่ดอยแท่น (ภูเพ็กในปัจจุบัน) จากนั้นได้ไปบิณฑบาตที่เมืองหนองหารหลวง เพื่อบอกกล่าวแก่พญาสุวรรณพิงคาระ ตำนานตอนนี้ตรงกับตำนานพระธาตุเชิงชุม และพระธาตุนารายณ์เจงเวง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่แล้ว เมื่อพญาทั้ง 5 ซึ่งอยู่ ณ เมืองต่าง ๆ อันได้แก่ พญานันทเสน แห่งเมืองศรีโคตบูร พญาจุลณีพรหมทัต พญาอินทปัตถนคร พญาคำแดง แห่งเมืองหนองหารน้อย และพญาสุวรรณพิงคาระ แห่งเมืองหนองหารหลวง ได้พากันปั้นดินดิบก่อแล้วเผาไฟ ตามคำแนะนำของพระมหากัสสปะ แบบพิมพ์ดินกว้างยาวเท่ากับฝ่ามือพระมหากัสสปะ ครั้นปั้นดินเสร็จแล้วก็พากันขุดหลุมกว้าง 2 วา ลึก 2 ศอก เท่ากันทั้ง 4 ด้าน เมื่อก่อดินขึ้นเป็นรูปเตา 4 เหลี่ยม สูง 1 วา โดยพญาทั้ง 4 แล้ว พญาสุวรรณภิงคาระก็ได้ก่อส่วนบน โดยรวมยอดเข้าเป็นรูปฝาปารมีสูง 1 วา รวมความสูงทั้งสิ้น 2 วา แล้วทำประตูเตาไฟทั้ง 4 ด้าน เอาไม้จวง จันทน์ กฤษณา กระลำพัก คันธรส ชมพู นิโครธ และไม้รัง มาเป็นพื้น ทำการเผาอยู่ 3 วัน 3 คืน เมื่อสุกแล้วจึงเอาหินหมากคอยกลางโคก มาถมหลุม เมื่อสร้างอุโมงค์ดังกล่าวเสร็จแล้ว พญาทั้ง 5 ก็ได้บริจาคของมีค่าบรรจุไว้ในอุโมงค์เป็นพุทธบูชา จากนั้น พระมหากัสสปะ ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ เข้าบรรจุภายในที่อันสมควร แล้วให้ปิดประตูอุโมงค์ไว้ทั้ง 4 ด้าน โดยสร้างประตูด้วยไม้ประดู่ ใส่ดาลปิดไว้ทั้ง 4 ด้าน แล้วให้คนไปนำเอาเสาศิลาจากเมืองกุสินารา 1 ต้น มาฝังไว้ที่มุมเหนือตะวันออก แปลงรูปอัศมุขี (ยักษิณีหน้าเป็นม้า) ไว้โคนต้นเพื่อเป็นหลักชัยมงคลแก่บ้านเมืองในชมพูทวีป นำเอาเสาศิลาจากเมืองพาราณสี 1 ต้น ฝังไว้มุมใต้ตะวันออก แปลงรูปอัศมุขีไว้โคนต้น เพื่อหมายมงคลแก่โลก นำเอาเสาศิลาจากเมืองตักศิลา 1 ต้น ฝังไว้มุมเหนือตะวันตก พญาสุวรรณพิงคาระให้สร้างรูปม้าอาชาไนยไว้ตัวหนึ่ง หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อแสดงว่าพระบรมธาตุเสด็จออกมาทางทิศทางนั้น และพระพุทธศาสนาจักเจริญรุ่งเรืองจากเหนือเจือมาใต้ พระมหากัสสปะให้สร้างม้าพลาหกไว้ตัวหนึ่ง คู่กัน หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อเป็นปริศนาว่า พญาศรีโคตบูรจักได้สถาปนาพระอุรังคธาตุไว้ตราบเท่า 5,000 พระวัสสา เกิดทางใต้และขึ้นไปทางเหนือ เสาอินทขีล ศิลาทั้ง 4 ต้น ยังปรากฏอยู่ 2 ต้น ทางทิศตะวันออก ส่วนอีก 2 ต้น ได้ก่อหอระฆังหุ้มไว้ ส่วนม้าศิลาทั้ง 2 ตัว ก็ยังปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน


งานนมัสการพระธาตุพนม ประจำปี 2556


พระธาตุพนม ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์มาตามลำดับ การบูรณะครั้งแรกและครั้งที่สอง ไม่ได้บันทึกปีที่บูรณะไว้ การบูรณะครั้งที่สามเมื่อปี พ.ศ. 2157 ครั้งที่สี่เมื่อปี พ.ศ. 2233 ครั้งที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2349 ครั้งที่ 6 เมื่อปี พ.ศ. 2444 เป็นการบูรณะครั้งใหญ่ และต่อจากนั้นมาก็มีการบูรณะทั่วไป เช่น บริเวณโดยรอบพระธาตุ ได้มีพิธียกฉัตรทองคำขึ้นประดิษฐานไว้ที่ยอดองค์พระธาตุ และนำฉัตรเก่ามาเก็บไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2497 มีพุทธศาสนิกชนจากดินแดนสองริมฝั่งโขงทั้ง ไทยและลาว หลั่งไหลมาร่วมมงคลสันนิบาต และนมัสการองค์พระธาตุเป็นเวลาถึงหนึ่งเดือน

เมื่อปี พ.ศ. 2518 องค์พระธาตุพนมชำรุดล้มลง ทางราชการได้ดำเนินการก่อสร้างขึ้นใหม่ ให้คงสภาพเดิม ภายในปีเดียวกัน และได้ยืนยงคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ งานนมัสการพระธาตุพนมประจำปี เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 12 ค่ำ ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 คำนมัสการพระธาตุพนมมีดังนี้ "กปณคิริสฺมิ ปพฺพเต มหากสฺสเปน ฐาปิตํ พุทฺธอุรงฺคธาตุ สิรสา นมามิ" แปลว่า "ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระบรมอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระมหากัสสปเถระเจ้า นำมาฐาปนาไว้ ณ ภูกำพร้า ด้วยเศียรเกล้า


งานนมัสการพระธาตุพนม ประจำปี 2556



เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์