อัพเดทวิธีคุมกำเนิดที่สาวสมัยใหม่ควรรู้

อัพเดทวิธีคุมกำเนิดที่สาวสมัยใหม่ควรรู้


มีหลายคำถามที่สาวๆ อยากรู้แต่ไม่กล้าเอ่ยถามคนใกล้ชิด

     การใช้ชีวิตคู่ที่มีความสุขนั้น ถึงแม้องค์ประกอบสำคัญคือ ความรัก แต่หากวางแผนชีวิตครอบครัวไม่ดีก็ทำให้คุณเป็นทุกข์ได้เช่นกัน เรานำคำถามที่ยังค้างคาใจสาวๆ มาตั้งคำถามที่ยังค้างคาใจสาวๆ มาตั้งคำถามและหาคำตอบให้ในเวลาเดียวกัน 

      Q: กำลังจะเริ่มทานยาคุมกำเนิด แต่ที่ร้านขายยาแนะนำว่า ให้กินหลังจากหมดประจำเดือนวันแรก แต่ที่โรงพยาบาลบอกว่าให้กินในช่วงวันที่ 1-5 หลังหมดประจำเดือน ตกลงแล้วจะเชื่อใครดีคะ

     A: การที่คุณได้รับข้อมูลที่แตกต่างกันและทำให้คุณสับสนนั้น  ก็ต้องถามก่อนว่าคุณเลือกกินแบบไหน เข้าใจว่าที่เภสัชกรแนะนำแบบนั้นแสดงว่าเขาต้องแนะนำยาคุมกำเนิดแบบแผง 21 เม็ดให้ แต่ถ้าได้กินตั้งแต่วันที่ 1-5 หลังจากประจำเดือนรอบนั้น แสดงว่าเป็นยาคุมแบบแผง 28 เม็ด แต่ถ้ายังไม่แน่ใจหากจะมีเพศสัมพันธ์อาจเลือกวิธีคุมกำเนิดแบบนับวันหน้า 7 หลัง 7 (7หน้าหมายความว่า 7 วันก่อนหน้ารอบเดือนจะมา 7 วันหลัง หมายความว่า 7 วัน นับจากวันแรกที่รอบเดือนมา)  หรือให้แฟนใส่ถุงยางอนามัยในช่วง 2 สัปดาห์แรกเป็นออฟชั่นเสริมด้วยจะชัวร์มากขึ้น 

      Q: ถ้ากินยาคุมกำเนิดเกรงว่าจะมีสิวฝ้าขึ้นเต็มหน้า ทำยังไงดี

     A: ถ้าใบหน้าเริ่มมีฝ้า ให้เปลี่ยนขนาดยาที่มีเอสโตรเจนต่ำลง คือลดเหลือแค่ 20 ไมโครกรัม ระหว่างนี้ก็ต้องรักษาฝ้าไปด้วย โดยหลีกเลี่ยงการถูกแดดจัด ๆ และใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงขึ้นกว่าเดิม  แต่ถ้าทำตามแล้วก็ยังไม่ได้ผล แถมยังทำให้ประจำเดือนขาด ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ หาวิธีคุมกำเนิดแบบอื่นแทนจะดีกว่า 

    
   Q: เคยกินยาคุมแบบแผง 28 เม็ด แต่ต้องไปทำธุระต่างจังหวัด เลยไม่อยากให้ประจำเดือนมาช่วงนั้น หากตัด 7 เม็ดที่ไม่ใช่ยาคุมออกไป แล้วเริ่มกินแผงใหม่ที่ขึ้นด้วยฮอร์โมนเลย จะทำได้หรือไม่

     A: การเลื่อนประจำเดือนให้ออกไปอีกโดยการกินยาเม็ดที่มีฮอร์โมนต่อเลยนั้นทำได้ค่ะ  และสามารถทำได้เท่าที่ต้องการ แต่ถ้าอยากให้ประจำเดือนมาปกติ ก็ให้หยุดแผงต่อไปก่อน จากนั้นอีก 2-3 วันประจำเดือนก็จะมาปกติ อาจมีข้อสงสัยว่าแล้วจะเริ่มกินยาคุมอีกทีเมื่อไร ก็เริ่มในวันแรกหลังจากประจำเดือนหมด 

อัพเดทวิธีคุมกำเนิดที่สาวสมัยใหม่ควรรู้


    Q: เพื่อนบอกให้กินยาคุมแบบฉุกเฉินทุกครั้งหลังจากที่มีเซ็กซ์

     A: ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน ควรใช้ในกรณีที่โดนข่มขืน ถุงยางหลุดกลางคัน หรือหมดอายุ และลืมกินยาคุม เพราะยาประเภทนี้จะมีฮอร์โมนมากกว่ายาคุมแบบกินทุกวัน แต่ก็มีบางคนที่ใช้ผิดวิธี
 เหมือนที่เพื่อนของคุณกำลังจะทำนั่นแหล่ะคือ กินหลังจากที่มีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง หรือกินมากกว่า 3 เม็ด/สัปดาห์ ก็เข้าข่ายเสี่ยงแล้ว เพราะฮอร์โมนที่สูงขึ้นจะทำให้มีผลต่อสุขภาพตามมาด้วย เช่นทำให้มีเลือดออกในช่องคลอดบ่อย การทำงานของมดลูกและรังไข่เกิดความผิดปกติ แต่รู้ไหมว่า เดี๋ยวนี้ผู้ชายเป็นคนพกยาตัวนี้กันแล้ว และมักหลอกให้แฟนกินหลังมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง อ้างว่าเป็นยาบำรุง 

    
   Q: กินยาคุมกำเนิดอาทิตย์แรก ก็เกิดคลื่นไส้แล้ว แต่พออาทิตย์ที่ 2 ยิ่งมีอาการมากขึ้น เลยอยากทราบวิธีแก้หน่อยค่ะ

     A: ก่อนจะเลือกวิธีคุมกำเนิดด้วยการกินยา ไม่ว่าจะเป็นแบบแผงกินทุกวัน หรือแบบฉุกเฉิน ควรคิดเผื่อไว้เลยว่า ต้องเจออาการคลื่นไส้ อาเจียนแน่นอน  แต่ถ้าคิดจะใช้วิธีนี้ไปก่อน เรามีเทคนิคมาบอกกันแต่เทคนิคนี้ต้องใช้คู่กับวิธีอื่นด้วย นั่นคือ แผงแรกที่กินอาจจะยังไม่ต้องกินตรงเวลาเดียวกันทุกวัน แต่ให้กินสลับเวลาออกไปแล้วให้สังเกตุตัวเองว่า เวลาไหนที่ตัวเองมีอาการคลื่นไส้น้อยที่สุด หรือวันนั้นไม่มีอาการเลยก็ให้ยึดเวลานั้นเป็นเวลามาตรฐานในการกินไปเลย แต่ระหว่างนี้ประสิทธิภาพยาคมอาจด้อยไปบ้าง จึงต้องให้ฝ่ายชายใส่ถุงยางร่วมด้วยไปก่อน อีกวิธีที่แพทย์แนะนำคือ กินยาแก้คลื่นไส้อาเจียนหรือยาแก้แพ้ ก่อนกินยาคุมกำเนิดทั้งสองชนิดประมาณ 15-20 นาที จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคิดว่ามันจุกจิกเกินไปก็เลือกคุมกำเนิดแบบอื่นจะดีกว่า  

    
   Q: จะประยุกต์กินยาคุมแบบธรรมดาให้เหมือนกับยาแบบฉุกเฉิน ทำได้หรือไม่ 

    A: ทำได้ค่ะ โดยกินเฉพาะตัวยาหลังมีเพศสัมพันธ์ 2 เม็ดแรกทันที หรือจะกินภายใน 72 ชั่วโมงก็ได้ หลังจากนั้นนับไปอีก 12 ชั่วโมง จึงทานอีก 2 เม็ด 

    
   Q: หากจะกินยาคุมแบบฉุกเฉินซ้อนกับยาคุมแบบปกติได้หรือไม่

    A: ทำได้เช่นกัน แต่อาการข้างเคียงจะรุนแรง เช่น มีอาการคลื่นไส้มากกว่าเดิมหรืออาจจะมีเลือดออกผิดปกติคล้ายกับเลือดประจำเดือนออกมาประมาณ 2-5 วัน  ขึ้นอยู่กับว่าคุณแพ้ขนาดไหน แล้วยังทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนด้วยเช่น อาจจะมาก่อนหรือช้าไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ 

    
   Q: มีวิธีการซื้อยาคุมให้เหมาะกับตัวเองเพื่อลดผลข้างเคียงให้มากที่สุดอย่างไร

     A: ควรดูตามฮอร์โมนของร่างกาย ลักษณะรูปร่างของเรา เพราะยาคุมในท้องตลาดมี 3 ประเภท ขึ้นอยู่กับระดับปริมาณของฮอร์โมน คือ ปริมาณน้อย ปานกลาง และปริมาณมากๆ  ให้สังเกตว่าถ้าร่างกายเรามีฮอร์โมนเพศหญิงเยอะ คือมีหน้าอกโต ประจำเดือนมามาก และหลายวัน ควรจะเลือกยาคุมที่มีฮอร์โมนเพศหญิงต่ำ เพราะจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ด้วย แต่ถ้าใครมีหน้าอกเล็ก มีประจำเดือนน้อย และก็มีน้อยวันด้วย หน้ามัน ผมมัน เป็นสิว แสดงว่าเป็นสาวที่มีฮอร์โมนเพศชายสูง สามารถเลือกยาคุมที่มีฮอร์โมนสูงๆ ได้ ซึ่งฮอร์โมนระดับนี้บางยี่ห้อจะช่วยรักษาสิวได้ด้วย 

    
   Q: อยากรู้วิธีคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมน แต่เป็นวิธีอื่นบ้างมีไหมคะ

    A: มีทั้งที่เป็น  1. ปลาสเตอร์คุมกำเนิด  ที่ปิดบริเวณหน้าท้อง หรือท้องแขน ต้องติดครบ 3 สัปดาห์ ถึงค่อยแกะออกแล้วแปะแผ่นใหม่หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์  2. ห่วงสอดช่องคลอด  สอดไว้ในช่องคลอดเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ถอดออกและใส่ห่วงใหม่หลังจากนั้น 1 สัปดาห์  3. ฝังยาคุมกำเนิด  หรือพูดง่ายๆ ว่า "ยาฝัง" โดยหมอจะฝังตัวยาอิมพลานอนไว้ที่ใต้ท้องแขน 1 หลอดซึ่งจะคุมได้ 3 ปี 

    
   Q: แล้วถ้าจะป้องกันแบบไม่ใช้ฮอร์โมนมีวิธีไหนบ้าง

    A: มีหลายวิธีเหมือนกันแต่ที่ทำง่ายและป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์ได้ดี  คือให้คุณผู้ชายเป็นฝ่ายใส่ถุงยางเสีย  แต่ถ้าเขาปฏิเสธว่า "ไม่" คุณอาจเลือกใช้วิธี 

    1. ห่วงอนามัย หรือพูดกันสั้นๆ ว่า ใส่ห่วง ซึ่งหมอจะเป็นผู้ใส่ โดยมี 2 แบบคือ แบบคอปเปอร์ที (Tcu380A) ใส่ครั้งเดียวคุมได้ถึง 10 ปี แต่ถ้าเป็นแบบมัลติโหลด (ML250) จะคุมได้แค่ 3 ปีเท่านั้น

    2. ถุงยางอนามัยสตรี คือใส่ในช่องคลอดก่อนมีเซ็กซ์ 

    3. ใช้วิธีสังเกตในช่วงระยะไข่ตก ให้สังเกตมูกที่ปากมดลูกเพราะตามหลักสรีระศาสตร์ง่ายๆ เลยคือว่า ในช่วงระยะเวลาที่ไข่ตก มูกที่ปากมดลูกจะมีลักษณะเป็นยางยืดมากที่สุด ลองใช้นิ้วสัมผัสมูกที่ปากมดลูกดู ถ้าเริ่มเป็นยางยืดเหนียวให้งดทำกิจกรรมบนเตียงทันที หรือ 

    4. ใช้แถบตรวจปัสสาวะเพื่อดูแถบสี ถ้าผลปัสสาวะออกมาเป็นสีแดง ก็แสดงว่าอยู่ในช่วงอันตราย แต่ถ้าผลตรวจปัสสาวะเป็นสีเขียว แสดงว่า ปลอดภัย 

       Q: อยากรู้จังว่า ตอนนี้สาวๆ เขานิยมใช้วิธีคุมกำเนิดแบบไหนกันมากที่สุด

      A: การฉีดยาคุมกำเนิดแบบ 3 เดือนต่อครั้ง กำลังได้รับความนิยม เพราะสะดวกและไม่ต้องกังวลว่าจะลืมกินยา แต่จะเหมาะกับคุณแม่ที่มีลูกแล้ว เพราะถึงแม้คุณจะหยุดยาแล้ว ก็ใช่ว่าจะมีลูกได้ทันที  ต้องอีกประมาณ 6-12 เดือน ถึงจะมีลูกได้ แต่ถ้าเลือกวิธีฝังยาก็คุมกำเนิดได้ถึง 3 ปี แต่มีผลข้างเคียงคือ ประจำเดือนอาจไม่มาหรือถ้ามาก็น้อยเต็มที แต่ถ้าห่วงเรื่องว่าฝังยาแล้วอาจจะอ้วน มีสิว หรือปวดศีรษะนั้น จะเป็นเฉพาะบางรายเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แทบไม่เกิดอาการอะไรขึ้นเลย 

       สาวๆ จ๋า รู้ไว้ใช่ว่านะ         

      1. เวลาไปซื้อยาคุมกำเนิดสิ่งสำคัญที่ควรบอกเภสัชกร คือ  รอบเดือนมากี่วัน มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน และมาปกติหรือเปล่า 

    
  2. การเก็บยาคุมกำเนิดที่ถูกต้องคือ เก็บไว้ที่อุณหภูมิปกติ  หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง ๆ และเก็บให้พ้นแสง และความชื้น ไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็นเพราะความชื้นส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาเปลี่ยนแปลงได้ 

     3. ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน ห้ามใช้ในสตรีที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเพศสัมพันธ์  เช่น เลือดออกในช่องคลอด เยื่อบุมดลูกงอกผิดปกติ เพราะอาจทำให้การรักษามีปัญหาได้




ที่มา ... Lisa


เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์