รู้ทุกข์ เห็นทุกข์ (หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ)

รู้ทุกข์ เห็นทุกข์ (หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ)



รู้ทุกข์ เห็นทุกข์
คำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ (๑)

...

ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ปัญจมฌาน หรือฌานมีองค์ ๕ หรือฌาน ๑๐ อะไร.. อะไร..โอ๊..จิปาถะ ไม่ต้องพูดอย่างนั้นก็ได้ เราจะเห็นว่ามันหลุดไปจากสิ่งเหล่านั้นแล้ว เราก็ต้องไม่ไปทุกข์กับสิ่งเหล่านั้น เพราะมันพ้นไปแล้ว

นิโรธจึงว่าทำให้แจ้ง พ้นไปสิ่งเหล่านั้น เราก็ต้องไม่ไหว้ผีได้ หรือจะไหว้ผีก็ได้ แต่คนไม่มีหูมีตา ก็นึกว่าเขาไหว้ผีจริง แต่ความจริง เขาเคารพตัวของเขา ยกมือไหว้อย่าง...เคารพตัวของเราเอง เราทำดีแล้ว รูปอันนี้มันทำดีแล้ว คำพูดพูดออกไปนี่ พูดดีแล้ว ใจนี่มันคิดออกมานี่ คิดดีแล้ว เขาเรียกว่าเคารพตัวเอง ไหว้ตัวเอง เห็นตัวเอง ไม่เป็นคนประมาท ท่านว่าอย่างนั้น

ดังนั้น ขั้นแรกต้องรู้รูปนามก่อน
ขั้นที่สองต่อไปนะ ไม่ต้องพูดไปให้มันมาก ต้องเห็น รู้ เข้าใจเรื่องโทสะ โมหะ หลุดพ้นไปแล้ว เวทนาจึงไม่ทุกข์ สัญญาเรียกว่าไม่ต้องจำ สังขารไม่ต้องปรุง วิญญาณแปลว่ารู้ วิญญาณไม่ใช่ตายแล้ว ล่องลอยไปเข้าท้องคนนั้น ไปเข้าท้องคนนี้ กลับมาเกิดเป็นคน อันนั้นมันเป็นวิญญาณของบุคคลผู้รู้อย่างนั้น

แต่ความจริงตัวเองเข้าใจว่าวิญญาณคือรู้ ตาเรามี..บัดนี่ ตาหมดวิญญาณก็ไม่เห็น ไม่รู้ หูเรามี..บัดนี่ แต่หมดวิญญาณ...ไม่เห็น..ไม่รู้ จมูกเรามี หมดวิญญาณ ไม่รู้เหม็น ไม่รู้หอม ปากเรามี กินข้าวไม่รู้รส กายเราก็เหมือนกัน รูปนี่ หมดวิญญาณ...ไม่รู้สึกตัว ใจหมดวิญญาณ ก็คิดไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น จึงว่า ต้องมีวิญญาณ วิญญาณจึงเป็นการรู้แจ้ง รู้จริง เท่านั้นเอง

ดังนั้น คำว่าวิญญาณเนี่ยะ มันมีหลายคำที่สลับซับซ้อนกัน เราจะไปให้คนนั้นไม่รู้...ห้ามไม่ได้ ห้ามไม่ได้ ถ้าเขาทำถูกจังหวะแล้ว เหมือนกับลูกกุญแจนี่ ซุกเข้าไปสอดเข้าไปนะ บิดเข้าไปถูกจังหวะ มันไขเอง มันเป็นธรรมชาติของมันจริงๆ

เรื่องโทสะ โมหะ โลภะ ก็เช่นเดียวกัน เรื่องความยึดมั่นถือมั่นก็เช่นเดียวกัน เขาเรียกอุปาทาน มีเช่นเดียวกัน..บัดนี่ หรือศีลที่เป็นปกติก็เช่นเดียวกัน หรือความสงบก็เช่นเดียวกัน เมื่อเห็น รู้ เข้าใจแล้ว มันจะพ้นไปจากสิ่งที่ไม่รู้ มันจะหมดไป...สิ่งที่ไม่รู้ มันจึงว่า นิโรธจึงทำให้แจ้ง มรรคจะต้องเจริญ แน่ะ...มันเป็นอย่างนั้น

บัดนี้
เมื่อถึงที่สุดทุกข์ คือ เราจะรู้จำพวกไปนั่งสงบว่า กาม พวกนั้นติดอยู่ในกาม กามาสวะ ตกอยู่ในอาสวะคือกาม ภวาสวะ ตกอยู่ในภพอันนั้น อวิชชาสวะ เขาไปไม่ได้ เพราะมันมียางเหนียว ดังนั้น สิ่งเหล่านั้นจึงหลุดพ้นไม่ได้ แม้ใครจะพูดยังไงก็ตาม ตกอยู่ใน ๓ ประเภทนี้เอง กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ

อวิชชาคือความไม่รู้จริง ท่านว่าอย่างนั้น


ดังนั้น พวกที่ไม่รู้ ให้เขาทำไปก่อน แม้เขาอยู่ด้วยทุกข์ เขาจะไม่รู้ทุกข์ แต่เมื่อเขาเห็นแจ้ง เขาก็ออกจากทุกข์ได้ เพราะเขาเห็นทุกข์ เบื่อหน่าย คลายกำหนัด เขาว่าอย่างนั้น แต่อันนั้นเป็นคำพูด มันไม่ต้องเบื่อ ไม่ต้องหน่าย แต่มันหลุดพ้นไปจาก....

ความหลุดพ้นนั้น คือการเห็นแจ้ง ถ้าไม่เห็นแจ้งจะหลุดพ้นไม่ได้ เป็นอย่างนั้น



เครดิต :
 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!



รวมเรื่องเด็ด ประเด็นดัง วันนี้