สิ่งลี้ลับและมหัศจรรย์


สิ่งลี้ลับและมหัศจรรย์
โดย ท.เลียงพิบูลย์


จากหนังสือกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๑



หลายท่านได้ถามข้าพเจ้าว่า “วิญญาณ” หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์มีจริงไหม ทั้งที่ข้าพเจ้าเคยตอบมามากแล้ว แต่ก็ยังมีบุคคลที่สนใจได้พยายามไต่ถามมามาก ข้าพเจ้าก็ตอบสั้นๆ อย่างที่เคยตอบมาแล้วว่า ท่านเชื่อว่ามีจริง ข้าพเจ้าก็ว่ามีจริง หากท่านไม่เชื่อว่ามีจริง ข้าพเจ้าก็ว่าไม่มีจริง สิ่งที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ อยู่ที่ตัวท่านไม่ได้อยู่ที่ข้าพเจ้า

พระพุทธเจ้าท่านยกย่องผู้มีปัญญา ว่าเป็นผู้ประเสริฐเลิศกว่าสิ่งอื่น ท่านสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุผลด้วยตนเอง อย่าเชื่อสิ่งใดเพียงแต่เขาบอกเล่า หรือสิ่งที่ปู่ย่าตายายได้เคยปฏิบัติมาแต่โบราณติดต่อกันมาก็ดี ให้เราใช้สติปัญญาความสามารถนำมาพิจารณาด้วยตนเอง ให้รู้แจ้งความจริงก่อน เมื่อแน่ใจแล้วจึงเชื่อ ท่านไม่ให้เชื่อตามเขาบอกอย่างงมงาย เชื่อตามปู่ย่าตายายเชื่อตามกันมา แม้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ท่านก็ให้พิจารณาหาเหตุผลเสียก่อนค่อยเชื่อ

ศาสนาพุทธเป็นศาสนามีเสรี ท่านให้ใช้สติปัญญาของตนเอง ฉะนั้นพิจารณาดูแล้วควรจะปฏิบัติเข้าหลักของท่านว่า ตนเองเป็นที่พึ่งของตน เรื่องเชื่อหรือไม่เชื่อก็อยู่ที่ตัวเองไม่ได้อยู่ที่ผู้อื่น

ข้าพเจ้าได้รับคำตักเตือนจากท่านผู้ใหญ่ ท่านผู้เชื่อแต่หลักทางวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่ออะไรที่ไม่มีเหตุผลง่ายๆ ที่ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ หลายท่านแสดงความหวังดีต่อข้าพเจ้า ท่านเหล่านี้ต่างก็เชื่อเรื่อง “กฎแห่งกรรม” และนิยมสนใจกันมากเมื่อมีเรื่องวิญญาณ เรื่องปาฏิหาริย์ หรือเรื่องศักดิ์สิทธิ์และลี้ลับเกี่ยวกับผีสางที่ข้าพเจ้าเขียนขึ้น ท่านก็เกิดเป็นห่วงใยแทนเพราะเรื่องเหล่านี้พิสูจน์ไม่ได้ จะทำให้ผู้อ่านเสื่อมความนิยม ในเรื่องวิญญาณผีสางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านคิดว่าพิสูจน์ยาก

ข้าพเจ้ากราบขอบคุณที่ท่านห่วงและหวังดี เพราะมีความสนใจติดตามหนังสือของข้าพเจ้าตลอดมา และทุกท่านก็หวังดีตักเตือนต่อข้าพเจ้า นับว่าเป็นผู้มีพระคุณสูงยิ่ง ข้าพเจ้าไม่สามารถจะลืมคุณค่าความหวังดีของท่านได้ จึงเรียนกับท่านที่เคารพว่า ข้าพเจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ แต่การที่เขียนขึ้นก็อาศัยเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว และประสบการณ์เป็นหลักและถือว่าความจริงเป็นของไม่ตาย หากทุกท่านได้ประสบการณ์ แล้วไม่กล้าเขียนกล้าเล่ากลัวคนไม่เชื่อจะหาว่างมงาย เหตุการณ์มหัศจรรย์ที่ควรรู้ก็จะเกิดขึ้นแล้วก็สูญสิ้นไป โดยไม่มีผู้บันทึกเขียนเล่าต่อมาก็น่าเสียดาย เพราะปัจจุบันนี้ยังมีคนสนใจไม่น้อย

ต่อไปอนาคตก็คงจะมีผู้ค้นคว้าหาความจริงมาพิสูจน์ ก็จะได้เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อไป อาศัยที่ข้าพเจ้าได้ประสบการณ์และหมู่เพื่อนฝูง และท่านที่ศรัทธาได้บันทึกส่งมาให้ และข้าพเจ้าไม่ใช่คนงมงาย จึงได้พยายามพิจารณาก่อนจะเขียนก็ได้ชี้แจงอยู่ในตัวเรื่องแล้ว

สำหรับผู้ถามมาจำนวนไม่น้อย ข้าพเจ้ายังไม่มีเวลาตอบ ก็จะขอตอบรวมกันในที่นี้ให้ทราบ ฉะนั้นการเชื่อว่าจริงหรือไม่จริงอยู่ที่ตัวท่าน เรื่องวิญญาณและสิ่งอภินิหาร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอให้ท่านใช้สติปัญญาที่มีหาเหตุผลความจริง ท่านตัดสินเอาเอง เพราะสิ่งเหล่านี้หาข้อพิสูจน์ยาก ข้าพเจ้าไม่สนับสนุนให้ท่านเชื่อ ขอให้ท่านพิจารณาดูด้วยตัวเอง ดังเรื่องที่ข้าพเจ้าได้รับมาจากผู้เชื่อถือได้

เช้าวันหนึ่งข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จาก “คุณเชื้อ แนวบุญเนียร” บอกว่า “ผมอยากขอร้องให้คุณช่วยแนะนำผมรู้จักท่านผู้นั่งทางในเก่ง สามารถจะรู้ถึงสิ่งลึกลับให้ผมสักหนึ่งท่าน”

ข้าพเจ้าถามว่า “มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ จึงต้องการหาผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนี้”

คุณเชื้อพูดอย่างตื่นเต้นว่า “มีซิครับ เมื่อคืนนี้ตอนตี ๒ ผมหลับอย่างสบาย เหมือนมีเสียงมากระซิบที่ข้างหู บอกว่าตื่นเถิดไฟจะไหม้เครื่องทำความเย็น เมื่อผมได้ยินไฟจะไหม้ ก็ตกใจรีบลุกขึ้นมาปิดสวิทช์เครื่องทำความเย็นในห้องทันที เวลานั้นผมยังไม่รู้สึกไหม้จริงหรือไม่ แต่เมื่อปิดสวิทช์ไฟแล้ว จึงเห็นควันกลิ่นไหม้ออกจากเครื่องทำความเย็น ผมนึกว่าคงมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรมาเตือน มาช่วยทำให้ผมพ้นจากอัคคีภัยไปได้ มันเป็นเรื่องแปลกซึ่งผมได้ประสบกับตัวผมเอง”

ข้าพเจ้าพูดไปว่า “เอ้ เครื่องทำความเย็นมีฟิวส์ เวลาไฟรั่วมันก็คงตัดสวิทช์ในตัวเป็นอัตโนมัติอยู่แล้วนี่”

เสียงคุณเชื้อพูดมาว่า “มันไหม้ทางพัดลมมาก่อนฟิวส์ยังไม่ทันขาดผมรีบถอดออก หากไม่ได้ยินเสียงกระซิบบ้านผมเกิดไหม้แน่ และทั้งเครื่องทำความเย็นอาจเกิดระเบิดขึ้นได้ อันตรายมากมายติดตามมา ผมจึงอยากรู้ว่ามีสิ่งลี้ลับอะไรที่ช่วยผมไว้” และพูดต่อไปว่า “ผมจะไปเที่ยวต่างประเทศสักพักหนึ่ง ออกเดินทางใน ๒ วันนี้ และคิดว่าจะรีบกลับมาทันงานประชุมเพลิงศพแม่ของคุณ”

ข้าพเจ้าบอกว่า “งานศพแม่ผมไม่จำเป็น เรื่องเล็กน้อยอย่าเป็นห่วงเลย โปรดเที่ยวให้สนุก ทำจิตใจให้สบายเถิด งานศพแม่ผมถือว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ อย่ากังวลการไป เที่ยวรอบโลกนั้นเมื่อไหร่จะได้ไปสักครั้ง ไปเที่ยวปล่อยอารมณ์ให้สนุกสนานอย่าก่อกวนใจในเรื่องเล็กๆ เลย มิฉะนั้นผมก็ไม่สบายใจ เพราะทำให้ผู้อื่นมีความห่วงความกังวลในเรื่องธรรมดาไม่สำคัญ”

ต่อจากนั้นก็ทราบข่าวว่า คุณเชื้อกับคุณวนิดาก็เดินทางไปเที่ยวทางยุโรปและอเมริกา แต่ก็กลับมาพอดีในวันงานศพแม่ข้าพเจ้า และได้อุตส่าห์มาในงานและเวลาประชุมเพลิง

คืนหนึ่ง ข้าพเจ้ากำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่ในห้อง โทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อรับขึ้นฟังก็ทราบว่า คุณประสิทธิ์ การุณยวานิช อยากจะเล่าเรื่องอภินิหารความดีให้ฟังว่า

“เย็นวันนี้ผมได้ไปงานพระราชทานเพลิงศพท่านผู้หนึ่งที่วัดเทพศิรินทราวาส ได้พบเพื่อนเก่าเป็นข้าราชการ ท่านได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวท่านเอง แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็เป็นเรื่องน่าคิดน่าเขียนมาก”

ข้าพเจ้าถามว่า “เรื่องเป็นอย่างไรครับ จะเล่าหรือบันทึกมาให้ผม”

เสียงประสิทธิ์ตอบมาทางโทรศัพท์ “ผมได้รับเรื่องมาสดๆ ร้อนๆ เย็นวันนี้ ผมอยากจะถ่ายทอดให้คุณ ท. ทางโทรศัพท์ดีกว่า ถ้าช้าผมอาจลืมจำได้ไม่หมดก็จะเสียเนื้อเรื่องไป”

ข้าพเจ้าบอกว่า “ตกลงครับ ขอบคุณ โปรดเริ่มเล่ามาได้เลยครับ” ต่อจากนั้นคุณประสิทธิ์ก็ได้บรรยายถ่ายทอด มาให้ข้าพเจ้าดังได้เรียบเรียบขึ้นว่า

ข้าราชการเก่า (ท่านขอร้องอย่าเอ่ยชื่อ) เล่าว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมได้ย้ายไปรับราชการหัวเมืองไกลทางชายแดน ซึ่งเป็นดินแดนใหม่สำหรับผม ซึ่งผมยังใหม่ต่อท้องถิ่นตำบลต่างๆ ใหม่ต่อถนนหนทาง เพราะเพิ่งเหยียบย่างเข้าไปในจังหวัดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต


สิ่งลี้ลับและมหัศจรรย์


วันหนึ่งผมได้ขับรถออกไปนอกเมือง ในชนบทอำเภอบ้านนอกห่างไกลมาก เมื่อขับรถออกไปไกลเพื่อดูชีวิตชาวชนบทและอาชีพ ก็พอดีไปเห็นชาวบ้านกำลังจับปลาในคูอยู่ข้างถนนกลุ่มหนึ่ง ขุดกั้นเป็นทำนบวิดน้ำจับปลา เห็นหลายคนวิ่งไล่ตะครุบปลาช่อนตัวใหญ่โดดหนีไปมา

ชาวบ้านเหล่านั้นไม่สามารถจะจับ ตัวมันใหญ่โต ต่างก็วิ่งไล่ล้อมเพื่อจับปลาช่อนตัวเดียว แต่ปลาตัวนั้นว่องไวโดดเร็ว และดีดตัวสูงข้ามหัวชาวบ้านที่ล้อมไว้ออกมาได้ ผมจึงหยุดรถข้างถนนออกมายืนดู ทันใดนั้น ปลาช่อนก็กระโดดขึ้นมาบนถนน และกระเสือกกระสนมาจนมุมข้างหน้าแทบเท้าของผม

พวกชาวบ้านเหล่านั้นก็ตะครุบตัวได้อย่างง่าย ไม่ดีดตัวโดดหนีต่อไป ผมก็เกิดมีความสงสารขึ้นมา นึกในใจว่าปลาช่อนตัวนี้แปลกประหลาดหนีขึ้นมาที่ผมยืนอยู่ คล้ายจะขอร้องให้ช่วยชีวิตมันไว้ ไม่หนีต่อไป ผมก็เกิดเมตตาจิตสงสาร จึงบอกกับพวกชาวบ้านเหล่านั้นว่า ผมขอซื้อปลาช่อนตัวนี้เถิดจะไปปล่อยเอาบุญ

เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้ว ผมก็จ่ายเงินตามราคาที่ค่อนข้างจะแพงกว่าธรรมดา แล้วผมก็ให้นำปลาช่อนตัวนั้นไปใส่ในรถ คล้ายว่าปลาจะรู้ตัวว่ามีคนช่วยให้พ้นภัยแล้ว มันก็หยุดไม่ดิ้นไม่โดดต่อไปอยู่นิ่งในรถ ระหว่างที่กำลังตกลงใจซื้อปลาช่อนนำไปปล่อย ก็มองเห็นมีรถแล่นมาข้างหลังแล้ววิ่งผ่านขึ้นไปข้างหน้าเป็นรถขนาดเดียวกับของผม ครู่เดียวก็ลับสายตาไป

เมื่อผมซื้อปลาแล้วก็ต้องใช้ความคิดว่า จะเอาไปปล่อยที่ไหนที่จะปลอดภัย ควรเป็นหนองน้ำลึกใหญ่หรือคลองหรือแม่น้ำ ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถจะติดตามไปจับมาอีก ผมขับรถพลางตาก็จ้องทั้งซ้ายและขวา เพื่อหาบึง คลอง หนองน้ำ ผมขับรถช้าๆ ส่ายตาเพื่อหาที่ปล่อยปลา ได้เห็นบึงใหญ่ห่างข้างทางไปประมาณ ๑๐๐ เมตร ก็หยุดรถข้างถนน

คราวนี้จะทำอย่างไรดี จับปลาช่อนตัวนี้เดินลงข้างทางโดยปลาไม่ดิ้นไม่โดด ปลาขนาดสองกำมือก็นับว่าใหญ่ไม่ใช่เล่น และปลาช่อนเป็นปลาที่แข็งแรง ทำอย่างไรจึงไม่ให้มันดิ้นหลุดมือไป ก่อนจะเดินทางไปถึงบึงน้ำห่างจากถนน หากปลาตัวนี้เป็นตัวผู้ ก็คิดว่าเป็นปู่ปลาตัวหนึ่งที่ใหญ่โตเท่าที่ผมเคยเห็นมา

ทันใดนั้น ผมก็คิดได้ว่าหลังรถมีผ้าขาวม้าอยู่ผืนหนึ่งเอาไว้สำหรับเช็ดรถยังดีพร้อม ไม่ขาดไม่เปื่อย คิดว่าเอาผ้าขาวม้าหุ้มห่อตัวปลาแทนสวิง ปลาคงจะดิ้นไม่ได้เหมือนเราจับด้วยมือคงไปไม่ทันถึงไหนคงจะอาละวาด ดิ้นหลุดมือเพราะตัวปลามันลื่นทั้งได้เห็นฤทธิ์ตอนปลาตัวนี้อาละวาดเวลาชาวบ้านต้องวิ่งไล่จับ

เมื่อก่อนที่ผมจะได้จัดการจับปลาหุ้มห่อผ้าขาวม้า ผมได้พูดว่าเราได้ช่วยชีวิตเจ้าไว้จะนำไปปล่อยลงน้ำ เจ้าอย่าดิ้นอาละวาดนะ พูดแล้วก็เอาผ้าขาวม้าห่อ แล้วก็เดินออกจากรถลงไปข้างล่างเดินลุยตามคันนา ปลาตัวนั้นเหมือนจะรู้ภาษาคน ไม่ดิ้นสะบัดกระโดดเหมือนทำกับชาวบ้านเหล่านั้น

มันนิ่งให้ผมใช้สองมือประคองเดินไป หรือมันอาจดิ้นจนเหนื่อยอ่อนมาก่อนก็เป็นได้ เมื่อมาถึงบึงก็มองดูน้ำใสมีบัวข้างบึงและต้นสาหร่าย และต้นไม้น้ำขึ้นทั่วไป แล้วผมก็หาที่น้ำลึก ผมแก้ห่อผ้าขาวม้าแล้วเอาปลาปล่อยลงน้ำผมยืนมองดูครู่หนึ่ง เห็นมันผุดขึ้น แล้วดำลงเหมือนจะแสดงความชอบใจที่ได้รอดชีวิตมาได้ มันคงดีใจมากที่กลับมาอยู่ในน้ำตามเดิม

ผมยืนมองดูอยู่ ในใจนั้นเกิดปีติขึ้นมาที่ได้ช่วยปลาช่อนตัวนี้ให้มีชีวิตยืดยาวอยู่ต่อไป ผมยืนมองอยู่ครู่หนึ่งเห็นปลานั้นผุดขึ้นผุดลงหลายหน เหมือนจะแสดงความขอบใจที่ได้ช่วยชีวิตไว้แล้ว ก็ดำหายลงไปในก้นบึง เมื่อผมยืนมองดูอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่เห็นปลาช่อนตัวนั้นโผล่ขึ้นมาอีก ผมก็เดินกลับมาขึ้นรถเพื่อขับต่อไปให้ถึงอำเภอหรือหมู่บ้านตามที่ผมตั้งใจไว้ เป็นทางที่ผมไม่เคยผ่านมาก่อน

เมื่อขับรถไปได้สักพักหนึ่ง มองดูข้างหน้าเห็นคนมุงดูกลุ่มหนึ่งแต่ไกล เมื่อรถผมเข้าไปใกล้ ก็มองเห็นเป็นสะพานไม้ข้ามคลองกว้างพอสมควร ผมจึงจอดรถข้างทางแล้วก็เดินมองดูและชะโงกดูข้างล่าง เห็นรถยนต์คันหนึ่งตกลงไปอยู่ข้างล่างในห้วยตอนท้ายยับยู่ยี่ ผมก็นึกสงสัยทำไมรถคันนี้ไม่เอาหัวลงกลับเอาท้ายไปกระแทกกับเสาสะพานตอหม้อ ผมเห็นรถคันนั้นทำให้ผมตื่นเต้นตกใจมาก เพราะจำได้ว่ารถคันนี้วิ่งออกหน้าผมตอนผมกำลังซื้อปลาช่อนกับชาวบ้าน ผมรีบถามชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เพราะอยากรู้ว่า คนในรถมีบาดเจ็บสาหัสตายบ้างหรือเปล่า

ชาวบ้านที่ผมถามรู้สึกว่าจะเป็นผู้อาวุโสในหมู่คนเหล่านั้นบอกว่า “ในรถมี ๓ คน แต่บาดเจ็บสาหัสทุกคน หัวแตกแขนหักไปตามกัน” ผมถามต่อไปว่า “คนเหล่านี้เป็นใครมีคนรู้จักไหม มาจากไหน” ชายสูงอายุผู้หนึ่งตอบว่า “พวกชาวบ้านไม่มีใครรู้จักมาก่อนหรอกครับ เพียงแต่เคยเห็นว่า พวกนี้เคยมาเที่ยวยิงนกเสมอแถวนี้นกเขาชุม รถที่ตกก็ยังมีนกเขาถูกยิงอยู่เป็นพวกและมีปืนแฝดอยู่ในรถ”

ผมถามว่า “แล้วคนเจ็บไปไหนหมด ใครช่วย เห็นแต่รอยเลือดหยด” ชายผู้นั้นตอบว่า “พอสะพานหักรถตกลงก็พอดีมีรถสวนมาเข้าเมืองจอดชะลออยู่ริมฝั่งสะพาน เมื่อเห็นรถควงท้ายลงไปต่างก็ตกใจ รีบพากันลงจากรถไต่สะพานไม้ที่หัวลงไปช่วยคนเจ็บออกมา พร้อมทั้งชาวบ้านช่วยกันอุ้มแล้วเห็นว่าจะเป็นคนรู้จักกันมาก่อน เห็นเรียกชื่อ เขย่าตัวเพราะต่างก็สลบหมดสติไปตามกัน”

“เมื่อสะพานไม้พังไปแล้วจะข้าม ไปไม่ได้ รถคันนั้นก็วกรถกลับหลังทั้งนำเอาคนป่วยใส่รถรีบขับไป คงจะไปที่อนามัยอำเภอ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่” ชายผู้นั้นพูดแล้วก็ถอนใจว่า “รถโดยสารเขาก็เคยวิ่งกัน น้ำหนักมากกว่านี้ยังไม่หัก จำเพราะมาหักเอารถคันนี้”

ผมจึงบอกว่า “สะพานไม้นี้สร้างมานานแล้วและไม่ค่อยมีคนดูแล จึงเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ขึ้น สะพานมันจะพังอยู่แล้วก็พอดีรถคันนี้มารับเคราะห์ก่อน”

ผมพูดแล้วก็ลาผู้เฒ่าและชาวบ้านที่ได้สนทนาด้วยมาขึ้นรถ กลับรถวิ่งเข้าจังหวัด จิตใจผมสั่นเต้นตึกตักหัวใจหดหู่ เคราะห์ผมยังดีที่รถคันนั้นรับเคราะห์แทนผม หากผมไม่หยุดรถขอซื้อปลาชาวบ้าน เคราะห์กรรมอันนี้คงจะเกิดขึ้นแก่ผมแน่ เมื่อผมผ่านบึงที่ผมปล่อยปลาช่อน ผมก็สะอึกสะอื้นอยู่ภายในแล้วก็อดรำพึงไม่ได้ว่า เจ้าช่อนเอ๊ย ไม่แต่ข้าจะช่วยชีวิตเจ้าแต่ฝ่ายเดียว แต่เจ้าก็ยังได้ช่วยชีวิตข้าเป็นการตอบแทนด้วย ข้าจะไม่ลืมเรื่องนี้ไปตลอดชาติ

การสร้างกรรมดีเพียงแต่เล็กน้อย ซึ่งมองเห็นว่าไม่เป็นสิ่งสลักสำคัญอะไร แต่บางครั้งก็ได้รับผลตอบแทนอย่างสูงค่าซึ่งเปรียบเทียบกันไม่ได้ หากทางโลกก็จะพูดว่าเหตุบังเอิญ แต่เมื่อพูดถึงหลักธรรมแล้วไม่มีคำว่าบังเอิญ มีแต่ผลของกรรมดีและกรรมชั่ว ที่จะตามสนองตามกฎแห่งกรรม เหตุการณ์เช่นนี้ย่อมจะเกิดขึ้นได้เสมอ สำหรับผู้สร้างกรรมดี ซึ่งตรงข้ามกับผู้สร้างกรรมชั่ว ย่อมจะได้รับผลเช่นเดียวกันแต่ตรงกันข้าม




dhammajak.net/


เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์