รักษาบุญกุศลด้วยการภาวนา

รักษาบุญกุศลด้วยการภาวนา

รักษาบุญกุศลด้วยการภาวนา : หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ 
วัดอรัญญบรรพต 
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย 

... 

เมื่อเรานึกถึงว่าท่านผู้ใดเป็นผู้มีคุณแก่ตน เช่น มารดาบิดา 
ครูบาอาจารย์ ลุงป้าน้าอาผู้ได้เลี้ยงดูช่วยพ่อแม่มา 
ก็ชื่อว่า มีอุปการคุณ หรือพระราชามหากษัตริย์เจ้านาย 
ผู้ได้ปกครองประเทศชาติบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขอะไรหมู่นี้นะ 
ล้วนแต่เป็นผู้มีคุณต่อตนทั้งนั้น ดังนั้นการที่ตนได้สละเงินทองข้าวของ 
ออกไปให้กับบุคลดังได้กล่าวนามมานี้ ชื่อว่า “ให้โดยบูชาพระคุณ” 
ของท่านผู้มีอุปการะแก่ตน ทีนี้เมื่อการให้การบริจาคมีอย่างนั้นแล้ว 
ความเบียดเบียนกันมันก็มีไม่ได้เลย 

เมื่อเราแผ่เมตตาจิตไปทั่วในสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้วอย่างนี้นะ 
มันจะไปฆ่าได้อย่างไงเล่า ในเมื่อจิตเรามีแต่ความปรารถนา 
ที่จะให้สัตว์ทั้งหลายเป็นสุขทั่วหน้ากันน่ะ 
มันก็เบียดเบียนบุคคลอื่นและสัตว์อื่นไม่ได้เลย ก็ชื่อว่าเป็น “ผู้มีศีล” 
เมื่อมีศีลแล้วก็ที่จะรักษา “ทานวัตร ศีลวัตร”ต่างๆเหล่านั้น 
ให้สม่ำเสมอไปได้ก็ต้องอาศัย “ภาวนา” ตามรักษาจิตของตน 
ไม่ให้มันตกไปในทางบาปอกุศล 

เมื่อตนทำใจให้สงบอย่างไรในเวลานั่งสมาธิภาวนาอยู่แล้วอย่างนี้นะ 
เราก็ออกจากสมาธิภาวนามาแล้วก็พยายามมี “สติสัมปชัญญะ” 
รักษาจิตที่ตั้งมั่นลงไว้นั้นให้มันตั้งมั่นต่อบุญต่อคุณทั้งหลาย 
ดังกล่าวมาแล้วนั้นให้สม่ำเสมอไป อันนี้เรียกว่า 
เราบำเพ็ญกุศลให้ครบวงจรนะให้พึงเข้าใจ 

เมื่อบำเพ็ญได้อย่างนี้นะ บุญกุศลที่บำเพ็ญมา 
ก็ไม่สูญไม่หายไปไหนเลย เราทำมาเท่าไรก็จะมีอยู่เท่านั้น 
แล้วก็ยังดึงดูดให้กระทำกุศลความดียิ่งๆขึ้นไป 
เพราะว่ามันมีบุญกุศลที่เราสั่งสมมานั้นหนุนเนื่องจิตใจ 
ให้พอใจในการบำเพ็ญบุญกุศลเรื่อยไปน่ะ 
บุญกุศลหากดลบันดาลให้เราฉลาดให้เรามีปัญญา 
รู้ว่าบุญที่เราทำมานี่ยังน้อยไป ยังไม่พอ ยังไม่เต็ม 
มันหากบอกอยู่ในตัวนั่นแหละ อย่านอนใจ อย่าประมาท 
นี่..ถ้าบุญเรามีจริงๆนะเราได้สั่งสมมามากจริง 
บุญกุศลนี้ก็จะเตือนจิตไม่ให้ประมาท 
ให้รีบเร่งสั่งสมบุญกุศลเรื่อยไปทีเดียว 
ประกอบความเพียรไม่เห็นแก่หลับแก่นอนทั้งกลางวันกลางคืน 
ยืนเดินนั่งนอนก็สำรวมตนอยู่ในกุศลคุณงามความดีเรื่อยไป 

คุณงามความดีอย่างสูงขึ้นไปก็ได้แก่ 
"การสำรวมญาณความรู้" ที่เราบำเพ็ญให้เกิดให้มีนั้นไว้ 
อย่าให้มันเสื่อมเลย ญาณความรู้ที่มองเห็นธาตุสี่ขันธ์ห้า 
ว่าเป็น “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” อันนี้ 
ก็สำรวมระวังรักษาญาณความรู้อันนี้ไว้ให้สม่ำเสมอไปเรื่อย 
ก็ได้ชื่อว่า "รักษาบุญกุศลอย่างสูงไว้" เมื่อรักษาสูงไว้แล้ว 
อย่างกลางอย่างต่ำนี้ก็ชื่อว่าได้รักษาไว้ได้หมดเลยทีเดียวน่ะ 
ไม่สูญหายไปไหนแล้ว ขอให้พยายามรักษาญาณความรู้ 
ที่เราบำเพ็ญให้เกิดให้มีขึ้นในจิตใจของเรานี้ไว้ให้ได้ 
อย่าให้เสื่อม เพราะว่าญาณความรู้ในขั้นนี้นะ 
มันก็ยังเป็น “โลกียธรรม” อยู่ ยังไม่เป็น “โลกุตตรธรรม” ก่อน 
ต่อเมื่อได้บำเพ็ญญาณความรู้อันนี้มากๆเข้าไป 
จนกลายเป็น “มรรคสมังคี” ได้แล้วอย่างนี้นะ 
เมื่อนั้นแหละมันถึงจะละสังโยชน์ 
คือ กิเลสซึ่งมันข้องอยู่ในจิตใจนี้นะให้ขาดออกไปเลย 

อย่างนั้นน่ะที่ท่านเรียกว่า 

บำเพ็ญศีลก็จนเป็น “อธิศีล” เป็นศีลยิ่ง 
บำเพ็ญสมาธิก็เป็น “อธิจิต” จิตยิ่ง จิตสงบ 
จิตหนักแน่นต่อกุศลธรรมอย่างเดียวไม่คิดไปทางอกุศลเลย 
“อธิปัญญา” ปัญญายิ่ง ปัญญาความรู้ความฉลาด 
ในธรรมของจริงคือ “อริยสัจธรรมทั้งสี่” นี้นะ 
ที่ท่านเรียกว่า อธิปัญญา ปัญญายิ่ง อันนี้แหละ 

... 

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ 
"อานุภาพแห่งศีล"

เครดิต :
 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!



รวมเรื่องเด็ด ประเด็นดัง วันนี้