มาถือศีล 8 วันพระกันเถอะ

เสียดาย คนไทยไม่ค่อยรู้ว่าการทำบุญคืออะไร

มีคนจำนวนมากรวมถึงผมด้วยเมื่อหลายปีก่อนมักเข้าใจแค่ว่าการทำบุญหมายถึงการไปตักบาตร ถวายเพล หรือถวายสังฆทานเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วการทำบุญมีมากถึง 10 วิธีเรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10 แต่มี 3 ข้อที่พุทธศาสนิกชนควรเน้น คือ ทาน ศีล ภาวนา

ผลของการรักษาศีลคือ สวย ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ และผลของภาวนา คือ มีปัญญา โดยบุญใหญ่ที่สุดที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้คือการภาวนา เช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม ซึ่งก็จะมีคนถามต่อว่างั้นก็ภาวนาอย่างเดียวไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่น ก็ขอตอบว่า การภาวนาได้บุญเยอะจริงแต่ก็จะเป็นคนมีปัญญาอย่างเดียว แต่อาจไม่มีเงินใช้เพราะไม่เคยให้ทานหรืออาจเป็นโรคภัยไข้เจ็บ เพราะผิดศีล 

มาถือศีล 8 วันพระกันเถอะ

ศีล รากฐานแห่งสมาธิและปัญญา

โดยเฉพาะศีลเป็นฐานที่สำคัญของการทำให้เกิดมีสมาธิ ดังจะเห็นได้จากไตรสิกขาที่ประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสเปรียบเทียบว่าศีลเปรียบเหมือนหลังคาบ้านและฝาบ้าน หากไม่มี เราอยู่ในบ้านก็จะไม่สงบ ไม่สามารถทำให้มีสมาธิได้ ซึ่งเมื่อคิดตามก็จริงและไม่แปลกเพราะอย่างเช่น หากคน ๆ นั้นไปฆ่าสัตว์หรือโกหกใครมา เมื่อไม่สบายใจ จะนั่งสมาธิอย่างไรก็ไม่ได้สมาธิ


ศีล เพิ่มความเร็วของผลการให้ทาน

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจที่ผมเคยอ่านเจอในหนังสือ “ความสำเร็จที่ได้มาจากพระพุทธเจ้า” โดยคุณสุทธิพงศ์ ที่มีเงินได้หลายล้านภายในไม่กี่ปีด้วยการสร้างบุญ บอกว่า ทาน ศีล และภาวนา เกี่ยวข้องกันคือ หากเราให้ทานอย่างถูกต้อง ผลของการให้ทานอาจปรากฏอีกยี่สิบปีข้างหน้า แต่หากคน ๆ นั้นรักษาศีลอย่างเข้มงวดด้วย (โดยเฉพาะถ้าเป็นศีล 8 ในวันพระได้จะดีมาก) ผลของการให้ทานอาจทำให้คน ๆ นั้นรวยภายใน 10 ปี และยิ่งกว่านั้นหากคน ๆ นั้นได้ภาวนาอย่างเข้มข้นผลก็จะปรากฎภายใน 5 ปีเป็นต้น ซึ่งตัวเลขนี้เปรียบเทียบให้เห็นแบบง่าย ๆ ไม่มีสูตรที่แท้จริง

 


ไม่เจ็บป่วยด้วยการรักษาศีล

ดังนั้น ศีลจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่พึงรักษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะความปรารถนาของมนุษย์ต่างก็คล้ายคลึงกันคือ ต้องการรวย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ หน้าตาดี อายุยืน และต้องการเป็นคนฉลาด ซึ่งในทางธรรม ก็คือต้องให้ทาน รักษาศีล และบำเพ็ญภาวนานั้นเอง โดยเฉพาะคนเมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้นก็กลัวที่จะเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งหากเป็นกรรมจากชาติปางก่อน เราคงแก้ไม่ได้มาก คงทำได้เพียงหมั่นทำบุญและอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร

แต่หากเรารักษาศีลก็จะช่วยไม่ให้เกิดกรรมใหม่ ๆ ที่จะทำให้เราเจ็บป่วยเมื่อยามแก่ ยิ่งเดี๋ยวนี้กรรมติดจรวจเร็วด่วนภายในชาตินี้ก็เห็นเยอะแยะไป



วิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ หากเราคิดเชิงวิทยาศาสตร์หรือความน่าจะเป็นก็จะพบว่าโรคภัยไข้เจ็บเกิดจากการประพฤติผิดศีล 5 ได้ เช่น หากใครไปฆ่าสัตว์หรือทำร้ายใคร ไปโกหกคนอื่น ขโมยของคนอื่นก็จะทำให้จิตใจเศร้าหมองตามไปด้วย เมื่อใจเศร้าร่างกายก็เศร้าไม่สบายไปด้วย ดูง่าย ๆ ใครลองไปด่าคนอื่น หัวใจจะเต้นเร็ว บางครั้งปวดท้องเพราะน้ำย่อยจะหลั่งมากผิดปกติ ยิ่งถ้าใครเจ้าชู้ก็ยิ่งทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมมากกว่าคนทั่วไป จิตใจก็ไม่สงบ และที่ชัดที่สุดคือกินเหล้าทำร้ายสุขภาพเต็ม ๆ (แปลกว่าขนาดทุกโฆษณาของเหล้าเองมีการเขียนเตือนว่าเหล้าเป็นอันตรายต่อสุขภาพก็ยังมีคนชอบดื่มกันทั่วบ้านทั่วเมือง)


ศีล 8 ยิ่งน่าสน

ทั้งนี้ นอกจากศีล 5 แล้วผมพบว่าศีล 8 เป็นสิ่งที่น่าปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง เพราะจากการอ่านพบว่าได้อานิสงส์มากตามที่ได้เรียนให้ทราบ ผมจึงถือศีล 8 ทุกวันพระมาตั้งแต่ต้นปี 53 และเมื่อไม่นานมานี้ มีเพื่อนผมคนหนึ่งอยู่ดีดีก็มาถือศีล 8 ตามผม ถามไปถามมาพบว่าเพราะว่าไปบนว่าถ้าขายบ้านได้จะถือศีล 8 วันพระ อืมม...ก็ดีเหมือนกัน

ส่วนหลายท่านสงสัยว่าศีล 8 มี 3 ข้อที่เพิ่มขึ้นมาจากศีล 5 มีอะไรบ้าง ก็สรุปให้ฟังง่าย ๆ ว่าเริ่มจากศีลข้อ 3 เปลี่ยนจากกาเมสุมิฉาจาร.... เป็น อพรหมจริยา… หมายถึงการไม่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งสัปดาห์ละครั้งคงไม่เป็นไรสำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ น่ะครับ 

ส่วนอีกสามข้อผมแต่งเองเป็นไม่กินหลังเที่ยง ไม่นอนเตียงสูง ไม่ดูหนังและไม่แต่งหน้า


ถือศีล 8 ได้สุขภาพ

ซึ่งหลังจากผมปฏิบัติถือศีล 8 ในวันพระก็คิดเหมือนกันว่าอีกสามข้อทำไปทำไม ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน แต่ที่แน่ ๆ คือน่าจะได้เรื่องสุขภาพเหมือนกับสัปดาห์หนึ่งดีท๊อกซ์วันหนึ่ง  เพราะเคยอ่านเจอว่าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์หรือนโปเลียนจะงดทานอาหาร ทานแต่น้ำสัปดาห์ละวันเพื่อให้ร่างกายพักผ่อนจากการเผาผลาญอาหาร (ข้อเท็จจริงไม่ยืนยัน) ซึ่งผมพบว่าแค่ไม่ทานหลังเที่ยง แต่ทานน้ำปานะ (น้ำที่ไม่มีกากใย ถ้าเป็นน้ำผลไม้ต้องเป็นผลไม้เล็กกว่าละมุดคั้นจนไม่เหลือกาก) ซึ่งผมจะทานน้ำเต้าหู้อยู่ท้องดี และพอเช้าวันต่อมาก็รู้สึกเบาตัว ไม่อึดอัดดี


วันถือศีล 8 กลายเป็นวันข่มใจ

อกจากนี้ ผมคิดเอาเองว่าวันพระของผมที่ผมถือศีล 8 น่าเรียกได้ว่าเป็นวันข่มใจ ซึ่งการข่มใจในทางธรรมเป็นสิ่งที่ดี เรียกว่า ทมะ เป็น 1 ในห้าข้อในฆราวาสธรรม 5 เพราะการไม่ทานอาหารหลังเที่ยงก็ต้องข่มใจต่อความหอมหวาน การอยากทาน การไม่นอนเตียงสูงก็ทำให้ต้องข่มใจต่อความสบาย การไม่ดูหนัง (แต่ผมเองก็ไม่เคร่งมากข้อนี้) ก็ทำให้ต้องข่มใจต่อความสนุกสนานไร้สาระ และการไม่แต่งหน้า (ผู้ชายไม่ค่อยเป็นไร) ก็ทำให้ต้องข่มใจต่อการไม่สวยงาม

ซึ่งผมเชื่อว่าหากใครได้ข่มใจในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะทำให้ข่มใจต่อความอยากหรือตัณหาอื่น ๆ ได้อีกเยอะ และทำให้ชีวิตเราไม่ฟุ้งเฟ้อและนำไปสู่ความสุขได้ในที่สุดครับ

โอกาสนี้ ก็ขอเชิญชวนท่านทั้งหลายมาถือศีล 8 วันพระกันน่ะครับ ขออนุโมทนาครับ


หมายเหตุ การสมาทานศีล 8 มีดังนี้ครับ


    ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการฆ่าสัตว์
    อทินฺนา ทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการลักสิ่งของที่ผู้อื่นมิได้ให้
    อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์
    มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
    สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการดื่มสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
    วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการบริโภคอาหารในยามวิกาล (หลังเที่ยงถึงวันใหม่)
    นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี และประดับร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องประดับ เครื่องทา เครื่องย้อม
    อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการนั่งนอนเหนือเตียงตั่ง ที่เท้าสูงเกิน ภายในมีนุ่นหรือสำลี



ที่มา กฤตโชค ชัยพัฒนาการ  CityVariety.com 


เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์