สงครามเวียดนาม และ แผลเป็นของ คิม ฟุก

สงครามเวียดนาม และ แผลเป็นของ คิม ฟุก


วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2515 เด็กหญิงวัยเก้าขวบคนหนึ่งนาม คิม ฟุก กำลังวิ่งเล่นอยู่ในหมู่บ้านของเธอ เมื่อฝูงเครื่องบินมาถึง เสียงระเบิดกัมปนาทแผดดังกว่าสายฟ้าและเสียงหวีดร้องของผู้คน ระเบิดเพลิงโหมทำลายทุกสิ่งที่มันสัมผัส ชาวบ้านหนีตายกันชุลมุนราวนรกแตก

เด็กหญิงวัยเก้าขวบหวีดร้องด้วยความตกใจสุดขีด เธอและเด็กคนอื่น ๆ วิ่งหนีระเบิดสุดชีวิต แต่ คิม ฟุก ก็หนีไฟนาปาล์มไม่พ้น ร่างกายเธอถูกไฟไหม้รุนแรง

ช่างภาพคนหนึ่งของสำนักข่าวเอพีอยู่ที่ตรงนั้นพอดี เขาบันทึกภาพประวัติศาสตร์ที่ทำให้โลกตะลึง เป็นภาพเด็กหญิงร่างเปลือยเปล่าหวีดร้องขณะวิ่งหนีระเบิดนาปาล์ม ภาพนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ความรุนแรงของสงคราม สร้างความสะเทือนใจแก่ทุกคนที่ยังมีหัวใจ

เป็นปีที่สิบสามของสงครามเวียดนาม การรบกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น หมู่บ้าน ตรัง บัง ของ คิม ฟุก เป็นหนึ่งในหลายร้อยหมู่บ้านที่อยู่ในความครอบครองของเวียดกง และเป็นเป้าแห่งการทำลายล้าง แต่ คิม ฟุก เป็นหนึ่งในน้อยคนที่รอดชีวิตมาได้จากสถานการณ์แบบนั้น ทางการเวียดนามใต้อธิบายว่า นักบินเข้าใจผิดว่ากลุ่มชาวบ้านที่วิ่งหนีคือศัตรู

ช่างภาพนำตัว คิม ฟุก และคนบาดเจ็บอื่น ๆ ส่งโรงพยาบาลในไซ่ง่อน หมอบอกว่าร่างกายเธอถูกไฟไหม้ในระดับอันตรายและไม่คิดว่าเธอจะรอดชีวิต ทว่าหลังจากสิบสี่เดือนในโรงพยาบาล และการผ่าตัดสิบเจ็ดครั้ง เธอก็มีอาการดีขึ้นและกลับบ้านได้

หลายปีหลัง เมื่อถูกถามว่าในวันนั้นเธอพูดว่าอะไร เธอตอบ "ฉันร้องว่า 'มันร้อนมาก ๆ' "

คิม ฟุก อยู่ในเวียดนามจนโตเป็นผู้ใหญ่ สงครามเวียดนามยุติลง เธอเป็นหนึ่งในจำนวนมหาศาลของบาดแผลแห่งสงคราม

เธอขออนุญาตรัฐบาลไปเรียนต่อที่คิวบา กลายเป็นชาวคริสต์ และที่นั่นเธอพบว่าที่สามีของเธอ

ทั้งสองแต่งงานกันในปี พ.ศ. 2535 ขณะที่โดยสารเครื่องบินเดินทางไปฮันนีมูน ระหว่างที่เครื่องบินเติมน้ำมันที่แคนาดา ทั้งสองก็หลบหนีออกจากเครื่องบิน และขอลี้ภัยทางการเมืองที่แคนาดา
.................


สงครามเวียดนาม และ แผลเป็นของ คิม ฟุก

สี่ปีต่อมา คิม ฟุก กล่าวสุนทรพจน์ที่อนุสรณ์สถานทหารผ่านศึกเวียดนามในกรุงวอชิงตัน ดี. ซี. เธอกล่าวว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตก็จริง แต่สามารถสร้างอนาคตแห่งสันติภาพได้

สงครามไม่เคยสิ้นสุด เมื่อสิ้นสงครามหนึ่งก็เกิดสงครามใหม่ ราวกับว่ามนุษย์เป็นชาติพันธุ์ที่ถูกสาป ไม่มีความสามารถอยู่อย่างสันติได้สักวันเดียว

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สหประชาชาติประมาณว่า ในสงครามมีเด็กหกล้านคนตาย บาดเจ็บ และพิการ โลกยังระอุด้วยสงครามและอาวุธร้าย กับระเบิดนอนสงบอยู่ใต้ดินของ 68 ประเทศทั่วโลก ทุกวันโลกยังคงได้ยินเสียงร้องว่า "มันร้อนมาก ๆ"

เธอมองดูกำแพงสีดำของอนุสรณ์สถานแห่งสงครามเป็นรายชื่อของวีรบุรุษและเหยื่อสงคราม แต่มันเป็นอนุสรณ์ความรุนแรงของสงคราม ความเจ็บปวด

หนึ่งปีถัดมา เธอก่อตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือเด็กทั่วโลกโดยเชื่อมกับองค์การอื่น ๆ เพื่อสันติภาพ เป็นองค์กรไม่หวังกำไร

เธอไม่ต้องการให้ชาวโลกจดจำภาพถ่ายนั้นในฐานะประวัติศาสตร์สงครามเวียดนาม แต่อยากให้มันเตือนใจให้ผู้คนร่วมใจโอบรับสันติภาพ ภาพนั้นจะมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อชาวโลกเรียนรู้คุณค่าของชีวิตและความปรองดองกัน

บาดแผลของสงครามไม่อาจลบล้างได้ง่าย ๆ แต่หากไม่เรียนรู้ความเจ็บช้ำของมัน และเรียนรู้ความอ่อนแอของเรา โลกคงยากที่จะไปถึงวันที่สิ้นสุดเสียงร้องว่า "มันร้อนมาก ๆ"
.................

หลังกล่าวสุนทรพจน์ในวันนั้น ทหารผ่านศึกคนหนึ่งนาม จอห์น พลัมเมอร์ ขอพบเธอ เขาสารภาพว่าเป็นคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการทิ้งระเบิดในวันนั้น เขาขอให้เธอยกโทษให้เขา

เธอกล่าวกับเขาว่า "ฉันให้อภัยคุณค่ะ"
.................

จากหนังสือ สองแขนที่กอดโลก
วินทร์ เลียววาริณ

สงครามเวียดนาม และ แผลเป็นของ คิม ฟุก

เครดิตแหล่งข้อมูล : FB William Lhue

 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

" ประกาศ "
ละเว้นการทำผิดศีล โดยไม่ส่งข้อความที่สร้างความไม่สบายใจกับผู้อื่น
ความเห็น : 
เพศ : 
 ชาย    หญิง    ไม่ระบุ
โดย : 
 

ทางทีมงานไม่ขอรับผิดชอบข้อความต่างๆ ขอให้ผู้โพสรับผิดชอบตัวเอง และรับผิดชอบต่อสังคม
ถ้าข้อความใดส่งผลต่อประเทศชาติ ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่ เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิด



กระทู้เด็ดน่าแชร์