พระวรราชชายา ผู้ทรงอาภัพเรื่องทายาท ตกพระโลหิตถึงสองครั้ง สองครา

พระวรราชชายา ผู้ทรงอาภัพเรื่องทายาท ตกพระโลหิตถึงสองครั้ง สองครา



สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในรัชกาลที่ ๖

     ทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชินีในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ หลังจากทรงตกพระโลหิตถึงสองครั้ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการให้เปลี่ยนพระอิสริยยศ เหตุเพราะไม่อาจฉลองพระเดชพระคุณในฐานะพระบรมราชินีได้อย่างสมบูรณ โปรดให้ออกพระนามว่า 'สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา' แทน เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ และโปรดฯ ให้เสด็จไปประทับยังพระที่นั่งวิมานเมฆ ภายในพระราชวังดุสิต

สาเหตุที่ทรงลดพระอิสริยยศมีหลายประการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายพระราชทานแก่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีฯ อย่างละเอียด ปรากฏอยู่ในพระราชบันทึกส่วนพระองค์ ซึ่งบัดนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในที่เฉพาะและไม่อาจเผยแพร่ได้ด้วยเหตุผลนานาประการ แต่มีปรากฏในพระราชพินัยกรรม เรื่อง 'การสืบพระราชสันตติวงศ์แลตั้งพระบรมอัษฐิ' ซึ่งได้รับการเผยแพร่ เป็นพระราชพินัยกรรมสั่งถึงเมื่อถวายพระเพลิงพระศพแล้วจะจัดการอย่างไรกับพระบรมอัฐิ โดยได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือศิลปวัฒนธรรม ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นพระราชพินัยกรรม ฉบับบันทึกประจำวัน ลงวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ก่อนวันประกาศลดพระอิสริยยศประมาณ ๑ สัปดาห์

พระวรราชชายา ผู้ทรงอาภัพเรื่องทายาท ตกพระโลหิตถึงสองครั้ง สองครา

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ทรงย้ายไปประทับยังพระตำหนักสวนนกไม้ ในพระราชวังดุสิต ต่อมาจึงทรงย้ายไปประทับที่วังริมคลองภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรีซึ่งเป็นบ้านของท่านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี พระบิดา เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาเสด็จมาประทับเป็นการถาวรแล้ว พระบิดาจึงกั้นบริเวณที่ดินว่างเปล่าด้านหลังของบ้านซึ่งเป็นที่กว้างขวาง ให้เป็นที่ประทับกับให้สร้างพระตำหนักสไตล์ยุโรปงดงาม เป็นพระตำหนักที่ประทับ โดยมีทางเชื่อมต่อกับตึกใหญ่ของท่านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีและท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรีอีกด้วย สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาได้ประทับอยู่ ณ วังภาษีเจริญนี้มาโดยตลอดท่ามกลางพระประยูรญาติอย่างอบอุ่นต่อมาอีกกว่า ๔๐ ปี

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาตลอดพระชนม์ชีพ
ครั้นวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ทรงประชวรปวดพระนาภีมาก จึงได้เสด็จเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาได้ถวายพระโอสถแก้ปวดพระนาภีทางหลอดพระโลหิต พระอาการทุเลาลง แต่ระหว่างเวลาที่ทรงรับการรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชนั้น พระอาการประชวรมีแต่ทรงและทรุดลงเรื่อยมา มีพระอาการปวดพระนาภีมากขึ้น คณะแพทย์ต้องถวายพระโอสถแก้ปวดทางหลอดพระโลหิตถี่ขึ้น จนต้องถวายพระโอสถทุก ๓ ชั่วโมง

พระวรราชชายา ผู้ทรงอาภัพเรื่องทายาท ตกพระโลหิตถึงสองครั้ง สองครา


ครั้นถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๘ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาเห็นว่าพระอาการหนักมาก สิ้นหวังเสียแล้ว เพราะเสวยไม่ค่อยได้ ต้องถวายน้ำเกลือทางหลอดพระโลหิต คณะแพทย์แจ้งให้พระญาติทราบว่าพระอาการหมดหวังแล้วถึงสามครั้ง แต่พระอาการก็กลับทุเลาขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ คณะแพทย์ได้ลงความเห็นว่าเป็นเพราะพระหทัยแข็ง ถ้าเป็นผู้อื่นคงสิ้นไปเสียนานแล้ว ในที่สุด เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๘ พระอาการประชวรถึงขั้นวิกฤต มีอาการพระหทัยวาย แล้วจึงสิ้นพระชนม์ในเวลา ๐๗.๕๕ น. สิริพระชนมายุได้ ๗๓ พรรษา ๕ เดือน ๒๐ วัน ยังความเศร้าสลดพระราชฤทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงพระญาติ ข้าราชบริพารในพระองค์ และผู้ที่เคยได้พึ่งพระบารมี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระเกียรติยศสูงสุดแก่พระศพด้วยทรงรับพระศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด และได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง เพื่อพระราชทานน้ำสรงพระศพ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานเชิญพระศพลงสู่พระลองขึ้นประดิษฐานเหนือพระแท่นแว่นฟ้าลายสลักประกอบพระโกศทองน้อย กางกั้นฉัตรตาดทอง ๕ ชั้น แวดล้อมด้วยเครื่องประกอบพระเกียรติยศ และทรงให้ไว้ทุกข์ในพระราชสำนักกำหนด ๑๕ วัน

วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงพระศพ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส พระอัฐิเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ หอพระนาก ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระอังคาร บรรจุไว้ ณ ศาลาสุจริตกุล วัดราชาธิวาส 

ที่มา : (๑) วิกีพีเดีย และ (๒) หนังสือสมเด็จอินทร์ ,FB  เวียงวังและคลังประวัติศาสตร์

 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

กระทู้เด็ดน่าแชร์