จิต…กับใจ ต่างกันอย่างไร?

จิต…กับใจ ต่างกันอย่างไร?


 คำถามข้างต้นมักจะได้ยินบ่อย ๆ เมื่อไปบรรยายตามสถาบันต่าง ๆ ก็เลยอยากจะหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงบ้างเพื่อเป็นการทำความเข้าใจ

                จิตคืออะไร?  ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจตรงนี้เสียก่อน กับความหมายของคำว่าจิต...
จิตคือธาตุรู้ที่ติดตัวมาตั้งแต่ดั้งเดิมเริ่มแรก  รวมอยู่ในหมวดวิญญาณธาตุอันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของธาตุ 6 ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องมี...
                มนุษย์ประกอบด้วย   
     
   1. ธาตุดิน  2. ธาตุน้ำ  3. ธาตุลม  4. ธาตุไฟ  5. อากาศธาตุ   และ 6. วิญญาณธาตุ...
                        ธาตุดิน  คือเนื้อหนังมังสา  กระดูกทั้งหลายที่เป็นอวัยวะของเรา
                        ธาตุน้ำ   คือกลุ่มเลือด  น้ำลาย  น้ำเหลือง ฯลฯ
                        ธาตุลม   ก็คืออากาศที่เราสูดเข้าทางระบบหายใจ และซ่านไปตามทุกอณูของเซลล์ในร่างกาย
                        ธาตุไฟ  คือธาตุที่เกิดจากลมเข้าไปทำการสันดาป ให้ร่างกายสามารถประกอบธาตุอื่น ๆ ให้ดำรงอยู่เป็นตัวตนเป็นรูปร่างอย่างเรา ๆ ที่เห็นกันอยู่..    ถ้าหากลมหายใจหยุด  ธาตุไฟในร่างกายดับก็เท่ากับ ตาย ดินและน้ำในตัวเราก็จะสลายลง เนื้อหนังกระดูกจะกลายเป็นดิน...  น้ำในตัวก็จะละลายออกเป็นน้ำหนองน้ำเหลืองไปตามลำดับ...

                  อากาศธาตุ 
บางท่านพอได้ยินคำว่าอากาศธาตุ ก็นึกถึงอากาศที่เป็นก๊าซหรือ...พวกแก๊สทั้งหลาย  หากความจริงหมายถึง ความว่าง ที่อยู่ในร่างกายของพวกเรา ยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อเรามองผิวหนังของตัวเองด้วยตาเปล่า เราจะเห็นว่า ทึบตัน แต่ถ้าเราเอากล้องจุลทรรศน์ขยายขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นหมื่นเป็นแสนเท่า เราจะเห็นว่าความจริงส่วนประกอบของผิวหนังหรือกล้ามเนื้อทั้งหมด ประกอบขึ้นจากเซลล์ทั้งสิ้น และเซลล์ทั้งหมดจะมีช่องว่างพรุนคล้ายลอยตัวเรียงกันเป็นระเบียบ...โดยยึดโยงกันด้วยพลังงานที่เราจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป

                วิญญาณธาตุ
ในข้อสุดท้ายเป็นส่วนสำคัญที่จะกล่าวเนื่องไปจนถึงหัวข้อซี่งจั่วหัวไว้ตั้งแต่ต้น  วิญญาณธาตุ คือ ธาตุรู้ ดั้งเดิม เป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์

                วิญญาณธาตุ  
เป็นธาตุที่กำหนดวิถีของมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ยศศักดิ์  รวมทั้งผลกรรมทั้งหมดของแต่ละภพชาติจะถูกบันทึกอยู่ในวิญญาณทั้งสิ้น  และเมื่อเราตายลง วิญญาณจะ จุติ หรือที่เรียกว่า การเคลื่อนที่ไปหาผลกรรมที่กระทำ...ผลกรรมที่ปนอยู่ในวิญญาณนั้นเราเรียกว่า... ภวังคจิต ล้วน ๆ...

               
และภวังคจิตตัวนี้แหละเป็นตัวกำหนดรูปร่างสูงต่ำดำขาว  โง่เขลาหรือฉลาดของมนุษย์ที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะสงสาร จนกว่าจะถึง นิพพาน

                ฉะนั้น
! ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงสอนมนุษย์ให้รู้จัก การควบคุมจิตของตนไม่ให้มุ่งกระทำความชั่ว...หากให้ทำแต่กรรมดี  และเมื่อจิตถูกอบรมให้อยู่ในความดีเป็นนิจแล้ว  จิตจึงสะอาดบริสุทธิ์  เมื่อดับขันธ์ลงจิตจะไปปฏิสนธิในภพภูมิที่ดี...มีรูปร่างและสติปัญญางดงาม

                หรือถ้าสามารถอบรมจิตให้อยู่ในสภาวะเป็นกลางปราศจากกิเลสตัณหาราคะครอบงำ  ก็จะหลุดการเวียนว่ายตายเกิด อันเรียกว่าสภาวะนิพพานได้

                ...ในความคิดของภูเตศวรจึงมั่นใจว่า...

                ธรรมะของศาสนาพุทธสอนคนให้รักษา
จิต มิให้ปรุงแต่งไปตามสิ่งเร่งเร้าของตัณหาทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวงเป็นหลัก...

        
เซียนสู เชยพรหมธีระ...ที่เป็นอาจารย์ของ ทมยันตีคนหนึ่ง ซึ่งคุณทมยันตีเรียกว่า อาเตีย อย่างสนิทปาก เคยบอกไว้ว่า...

               
จิตเดิมแท้ของมนุษย์บริสุทธิ์...ไม่มีอะไร แต่ รูป...รส...กลิ่นเสียงทั้งหลายที่กระทบวิถีวิญญาณทาง หูตาปากลิ้นจมูกกายใจ ที่เรียกว่า อายตะนะ 6...และเข้าไปปรุงแต่งในจิต...ทำให้เกิดความหมองทางวิญญาณ...

               
...อาการที่เกิดจากการปรุงแต่งของจิตเรียกว่า ใจ ยกตัวอย่างเช่น...มีคนนินทาว่าร้ายเรามาแล้วถึงสองสามวัน แต่เราไม่รู้...เราก็ไม่โกรธ...แต่พอมีคนมาเล่าให้ฟังว่า นาย ก. นินทาด่าว่าเรา... พอได้ยินก็เกิดความโกรธขึ้น... ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์นั้นผ่านมาแล้ว  และถ้าไม่ได้ยินจะเอาตัวโกรธมาจากไหน...จริงไหม?

                ฉะนั้น...
จิต จึงเป็นสภาวะกลาง ๆ ถ้าไม่มีอะไรมากระทบ... ถ้าไม่เห็น... ก็ไม่รู้ว่าสวยหรือน่าเกลียด                ไม่ได้ยินก็ไม่รู้ว่า  เสียงไพเราะหรือไม่ไพเราะ                ถ้าไม่กินก็ไม่รู้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย...

                อาการนั้นคือ  อาการของ
จิต ที่ยังไม่กระทบและปรุงแต่ง...

                แต่ถ้าจักษุวิญญาณมองเห็น... รายงานเข้าไปในจิต... และจิตปรุงแต่งแล้วรายงานออกมาว่า
สวยพอเห็นว่าสวยก็เกิดความชอบ...  อาการเช่นนี้เรียกว่า ใจ

                สรุป  ก็คือ  จิตคือธาตุรู้เดิม...  ใจคืออาการของจิตที่ถูกกระทบแล้วนำมาปรุงแต่ง

               
ก็คงต้องเอวังลงตรงนี้... ด้วยประโยคที่ว่า...อยากพ้นทุกข์ พ้นกรรม ต้องรักษา... จิต ไม่ให้ฟุ้งซ่านไปตาม รูป...รส...กลิ่น เสียงที่กระทบอายตะนะ 6 อันมี หู  ปาก  ลิ้น  ตา  กาย  ใจ... เป็นสื่อ...

                และถ้าทำลำบากก็ต้องขอแนะนำง่าย ๆ


               
ใช้สมาธิช่วยสิครับ


ที่มา : dhamma5minutes


เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์