พระประจำวัน ของคนที่เกิดวันต่างๆ

พระประจำวัน ของคนที่เกิดวันต่างๆ


พระประจำวันใครเป็นผู้กำหนด?

เอกสารของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ รวบรวมสรุปว่า การกำหนดพระพุทธรูปแต่ละปางให้ตรงกับทั้ง 7 วันในสัปดาห์ มีมาแต่สมัยใด ไม่ปรากฏแน่ชัด แต่สมัยโบราณได้มีการสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ มาบ้างแล้ว เพื่อเป็นพุทธานุสติน้อมนำใจให้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ 

ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ทรงโปรดฯ ให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงคิดค้นคัดเลือกพุทธอิริยาบถปางต่างๆ ตามพุทธประวัติมา สร้างเพิ่มเติม เมื่อนับรวมกับแบบเดิมก็ได้ทั้งสิ้น 40 ปาง

กล่าวกันว่าการสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ ให้เป็นพระพุทธรูปประจำวันเกิดแต่ละวันนั้น เป็นโบราณอุบายของคนสมัยก่อนที่จะหาที่พึ่งทางใจให้แก่ตนและลูกหลาน และถือว่าการบูชาพระประจำวันเกิดเป็นมงคลอันสูงยิ่งอีกประการหนึ่ง โดยบางคนก็บูชาเพื่อสะเดาะเคราะห์หรือปัดเป่าให้รอดพ้นภัยพิบัติ

พระพุทธรูปปางประจำวันเกิดแต่ละวันดังกล่าวมีดังนี้ ปางถวายเนตร พระประจำวันอาทิตย์ มาจากเมื่อครั้งพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ก็ได้ประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขอันเกิดจากความสงบ) อยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิเป็นระยะเวลา 7 วัน หลังจากนั้นได้เสด็จไปประทับยืน ณ ที่กลางแจ้งทางทิศอีสานของต้นพระศรีมหาโพธิ ทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิโดยไม่กะพริบพระเนตรเลยตลอดระยะเวลา 7 วัน สถานที่ประทับยืนนี้มีนามปรากฏว่า "อนิมิสเจดีย์" มาจนปัจจุบัน

ปางห้ามญาติ หรือ ปางห้ามสมุทร พระประจำวันจันทร์ 2 ปางนี้ต่างกันเล็กน้อย กล่าวคือ ถ้าเป็นปางห้ามญาติจะยกมือขวาขึ้นห้ามเพียงมือเดียว ส่วนปางห้ามสมุทรจะยกมือทั้งสองขึ้นห้าม ส่วนใหญ่นิยมสร้างเป็นปางห้ามญาติ 

สำหรับความเป็นมาของ ปางห้ามญาติ เกิดขึ้นเนื่องจากพระญาติฝ่ายพุทธบิดา คือกรุงกบิลพัสดุ์ และพระญาติฝ่ายพุทธมารดา คือกรุงเทวทหะ ซึ่งอาศัยอยู่บนคนละฝั่งของแม่น้ำโรหิณี เกิดทะเลาะวิวาทแย่งน้ำเพื่อไปเพาะปลูกกันขึ้น ถึงขนาดจะยกทัพทำสงครามกันเลยทีเดียว พระพุทธองค์จึงต้องเสด็จไปเจรจาห้ามทัพ ห้ามพระญาติมิให้ฆ่าฟันกัน

ส่วน ปางห้ามสมุทร ในครั้งที่พระพุทธ เจ้าเสด็จไปประกาศพระศาสนายังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ของพระเจ้าพิมพิสาร ทรงขอประทับแรมอยู่ในสำนักของอุรุเวลกัสสปะ ผู้เป็นหัวหน้า ชฎิล (ฤๅษี ผู้บูชาไฟ) ซึ่งเป็นที่เลื่อมใสของประชาชนในแคว้นมคธทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์นานัปการเพื่อทรมานฤๅษีอุรุเวลกัสสปะให้คลายความพยศลง ในครั้งที่น้ำท่วม พระองค์ทรงทำปาฏิหาริย์ห้ามน้ำที่ไหลบ่ามาจากทุกสารทิศมิให้เข้ามาในที่ประทับ และเสด็จจงกรมภายในวงล้อมที่มีน้ำเป็นกำแพง พวกเหล่าชฎิลพายเรือมาดูเห็นเป็นอัศจรรย์จึงยอมรับในอานุภาพของพระพุทธองค์ และขออุปสมบทเป็นพระภิกษุ

ปางไสยาสน์ พระประจำวันอังคาร หรือบางทีเรียก ปางปรินิพพาน ทั้งนี้ ปางไสยาสน์ พระหัตถ์ขวาตั้งขึ้นรับพระ เศียร ส่วนปางปรินิพพาน พระหัตถ์ขวาวางหงายอยู่ข้างพระเขนย เป็นพุทธประวัติตอนที่พระพุทธองค์ได้รับสั่งให้พระจุนทะเถระ ปูอาสนะลงที่ระหว่างต้นรังคู่หนึ่ง แล้วประทับบรรทมแบบสีหไสยา ตั้งพระทัยไม่เสด็จลุกขึ้นอีก แต่ก็ยังได้โปรดสุภัททปริพาชกเป็นอรหันต์องค์สุดท้าย ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ปางอุ้มบาตร พระประจำวันพุธ (กลางวัน)


พระประจำวัน ของคนที่เกิดวันต่างๆ


ปางอุ้มบาตร พระประจำวันพุธ (กลางวัน) กล่าวถึงเมื่อพระพุทธเจ้าได้สำแดงอิทธิปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปในอากาศต่อหน้าพระประยูรญาติทั้งหลาย เพื่อให้พระญาติผู้ใหญ่ได้เห็น และละทิฐิถวายบังคมแล้ว จึงได้ตรัสเทศนาเรื่องพระมหาเวสสันดรชาดก ครั้นแล้วพระญาติทั้งหลายก็แยกย้ายกันกลับโดยไม่มีใครทูลอาราธนาฉันพระกระยาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น ด้วยเข้าใจผิดคิดว่าพระองค์เป็นราชโอรสและพระสงฆ์ก็เป็นศิษย์ คงต้องฉันภัตตาหารที่จัดเตรียมไว้ในพระราชนิเวศน์เอง พระพุทธองค์จึงนำพระภิกษุสงฆ์สาวกเสด็จจาริกไปตามถนนหลวงในเมืองเพื่อโปรดเวไนยสัตว์ (ผู้ที่พึงสั่งสอนได้)

ปางป่าเลไลยก์ พระประจำวันพุธ (กลางคืน) 


พระประจำวัน ของคนที่เกิดวันต่างๆ


ปางป่าเลไลยก์ พระประจำวันพุธ (กลางคืน) คือผู้ที่เกิดระหว่างเวลา 18.00 น. ของวันพุธถึง 06.00 น. ของวันพฤหัสบดี หรือบ้างนับ 18.00-24.00 น. ของวันพุธ สำหรับปางนี้ กล่าวถึงเมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่เมือง โกสัมพี ครั้งนั้นพระภิกษุมีมากรูปด้วยกัน และไม่สามัคคีปรองดอง ไม่อยู่ในพุทธโอวาท ประพฤติตามใจตัว จึงเสด็จจาริกไปอยู่ตามลำพังพระองค์เดียวในป่าที่ชื่อว่าปาลิไลยกะ โดยมีมีพญาช้างเชือกหนึ่งชื่อ "ปาลิไลยกะ" มีความเลื่อมใส มาคอยปฏิบัติบำรุงและคอยพิทักษ์รักษามิให้สัตว์ร้ายมากล้ำกราย ทำให้พระพุทธองค์เสด็จประทับอยู่ในป่านั้นด้วยความสงบสุข และป่านั้นต่อมาก็ได้ชื่อว่า "รักขิตวัน"

ครั้นพญาลิงเห็นพญาช้างทำงานปรนนิบัติพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพ ก็เกิดกุศลจิตทำตามอย่างบ้าง ต่อมาชาวบ้านไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่โกสัมพี แต่ไม่พบ และทราบเหตุ ก็พากันตำหนิติเตียน และไม่ทำบุญกับพระเหล่านั้น พระภิกษุเหล่านี้จึงได้สำนึกขอให้พระอานนท์ไปทูลเชิญเสด็จพระพุทธองค์กลับมา ช้างปาลิไลยกะมาส่งเสด็จด้วยความเศร้าเสียใจจนหัวใจวายล้มตายไป ด้วยกุศลผลบุญจึงได้ไปเกิดเป็น "ปาลิไลยกะเทพบุตร"

ปางสมาธิ - ปางรำพึง - ปางนาคปรก


พระประจำวัน ของคนที่เกิดวันต่างๆ


ปางสมาธิ พระประจำวันพฤหัสบดี บางแห่งเรียกปางตรัสรู้ คือปางที่เจ้าชายสิทธัตถะหรือพระโพธิสัตว์ทรงประทับขัดสมาธิบนบัลลังก์หญ้าคา ใต้ต้นมหาโพธิ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา และได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 45 ปี คือวันวิสาขบูชานั่นเอง

ปางรำพึง พระประจำวันศุกร์ ปางนี้กล่าวถึงเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว ได้ทรงพิจารณาถึงธรรมที่ตรัสรู้ว่าเป็นธรรมที่มีความละเอียดลึกซึ้ง ยากที่มนุษย์ปุถุชนจะรู้ตามได้ จึงเกิดความท้อพระทัยจะไม่สั่งสอนชาวโลก ด้วยรำพึงว่าจะมีใครสักกี่คนที่ฟังธรรมะของพระองค์เข้าใจ ท้าวสหัมบดีพรหมจึงมากราบทูลอาราธนาว่า ในโลกนี้ บุคคลที่มีกิเลสเบาบางพอฟังธรรมได้ยังมีอยู่ พระพุทธองค์ทรงพิจารณาแล้วก็เห็นชอบ ทั้งทรงรำพึงถึงธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ปางก่อนว่า ตรัสรู้แล้วก็ย่อมแสดงธรรมโปรดสัตว์โลกเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนทั้งปวงจึงได้น้อมพระทัยในอันที่จะแสดงธรรมต่อชาวโลกตามคำอาราธนานั้น

ปางนาคปรก พระประจำวันเสาร์ กล่าวถึงเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้และประทับบำเพ็ญสมาบัติเสวยวิมุตติสุขอันเกิดจากความพ้นกิเลสอยู่ ณ อาณาบริเวณที่ไม่ไกลจากต้นพระศรีมหาโพธิ์แห่งละ 7 วันนั้น ในสัปดาห์ที่ 3 นี้ ได้ไปประทับใต้ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) 

ขณะนั้นฝนตกลงมาไม่หยุด พญานาคตนหนึ่งชื่อ "มุจลินท์นาคราช" ได้ขึ้นมาแสดงอิทธิฤทธิ์เข้าไปวงขนด 7 รอบ แล้วแผ่พังพานปกพระพุทธเจ้าไว้มิให้ฝนตกต้องพระวรกาย จนฝนหาย จึงได้แปลงร่างเป็นมาณพเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์

รู้ไปโม้ด โดย...น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com


เครดิต :

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!



รวมเรื่องเด็ด ประเด็นดัง วันนี้