ความไวของสติ

ความไวของสติ


สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันระหว่างวิปัสสนากรรมฐานกับสมถกรรมฐาน

ก็คือ เมื่อฝึกถึงจุดที่มีสติไวขึ้น

วิปัสสนากรรมฐานจะสามารถปฏิบัติในระหว่างวันได้โดยไม่จำเป็น

ต้องนั่งสมาธิเป็นเวลานานเหมือนสมถะชั่วเวลาเพียงแค่สองสามวินาที

ก็สามารถปฏิบัติวิปัสสนาได้

แม้ระหว่าง ขับรถ ยืน เดิน นั่ง นอน หรือเข้าห้องน้ำ

เพราะวิปัสสนาจะใช้เพียงขนิกสมาธิ(สมาธิชั่วขณะ)

พระพุทธองค์ตรัสว่า เพียงแค่ชั่วเวลาช้างกระดิกหู

ถ้าสามารถใช้สติเข้าไปจับแบบวิปัสสนา

ก็จะได้บุญมหาศาลถึงขนาดตัดภพตัดชาติ

แน่นอนสำหรับผู้เริ่มต้น ต้องฝึกวิปัสสนากรรมฐานแบบนั่งสมาธิ

และเดินจงกรมสลับกันไป เพราะสติยังไม่แข็งแรงพอ

ในช่วงเวลาเริ่มแรก ผู้ที่ฝึกวิปัสสนากรรมฐานจะรู้สึกทรมานกว่า

ผู้ที่ฝึกสมถกรรมฐาน แต่เมื่อฝึกถึงระดับที่บรรลุญาณ

และสามารถใช้สติเข้าไปจับปรากฎการณ์ต่างๆของธรรมชาติรอบๆตัว

รวมไปถึงธรรมชาติภายในตัว จนเข้าใจธรรมชาติอย่างที่เป็นจริง

มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

ยิ่งสติไวยิ่งเห็นละเอียด และเห็นอย่างที่คนอื่นไม่เห็น

เช่น แสงเทียนที่ลุกโชติช่วงดูราบเรียบเย็นตา

ถ้ามองด้วยจิตวิปัสสนาจะเห็นแสงนั้นเกิด ดับ เกิด ดับ

เป็นจำนวนนับหมื่นครั้งต่อนาที

พระพุทธองค์ไม่ทรงเน้นให้ใช้จิตที่ฝึกแล้วแบบวิปัสสนาไปจับการเกิด ดับ

ทางกายภาพ แม้ว่าจะสามารถนำไปสู่การค้นพบอันยิ่งใหญ๋

แบบที่ นิวตัน หรือไอสไตน์ค้นพบก็ตาม

เพราะถึงมนุษย์จะเกิดปัญญาในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆรอบตัว

แต่ไม่เคยวิเคราะห์สภาพจิตภายในของตนเอง

การค้นพบทางกายภาพเหล่านั้นก็ไม่มีทางที่จะลดกิเลส

ตัณหา ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ของมนุษย์ได้

ดังนั้นจึงไม่ใช่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ที่แท้จริง

ผลพลอยได้ในทางโลกจากการฝึกวิปัสสนากรรมฐานมีมากมายเช่น

นักกีฬาที่ฝึกวิปัสสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกายานุปัสสนาสติปัฎฐาน

จะมีการเคลื่อนไหวทางกายที่ละเอียดและไวกว่าคู่ต่อสู้

นักธุรกิจที่ฝึกสติอย่างสม่ำเสมอ

จะเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคก่อนคู่แข่ง ฯลฯ

แม้จะมีสติที่ไวกว่าปกติ สามารถนำไปใช้ในทางโลกจนประสบผลสำเร็จ

ในอาชีพ ทางธุรกิจ ทางการแข่งขัน ฯลฯ

แต่สำหรับผู้ที่ฝึกวิปัสสนากรรมฐานอยู่เป็นนิจจะเกิดความเบื่อหน่าย

เพราะรู้เท่าทันความสำเร็จ รู้เท่าทันอารมณ์ต่างๆที่ผุดขึ้นในแต่ละวัน

เกิด ดับ เกิด ดับ เกิด ดับ วันหนึ่งๆเป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง

จนรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จีรังยั่งยืนเลย

ไม่ใช่ความสุขที่จริงแท้ ในที่สุดจะเกิดปัญญา

ต้องการที่จะหลุดพ้นจากวังวนเหล่านี้

ตามปกติของผู้ที่ไม่เคยฝึกสติ จะเห็นปรากฎการณ์การ เกิด ดับ

ของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์ต่างๆช้ากว่าผู้ที่ฝึกสติ

อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสามเท่าตัว เช่น ในวัยเด็ก

เราเคยเล่นเป่าฟองสบู่ ฟองสบู่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ประมาณ 3 วินาที

ก็แตกออกและดับไป แต่สำหรับผู้ที่ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน

จะเห็นการเกิด ดับ เหลือเพียง 1 วินาที

ช่วงเวลา 3 วินาที ที่ฟองสบู่ลอยละล่องทำให้เกิดความสนุก ความยินดี

แต่จิตของวิปัสสนาที่เห็นมันดับอย่างรวดเร็วจะไม่หลงเหลือความสนุกอยู่

และยิ่งสติไวขึ้น จนในที่สุดจะเห็นว่าการเกิดการดับเกิดขึ้นเร็วมาก

จนรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของปลอม

ความสุขความสนุกที่เกิดขึ้นก็เป็นของปลอม

ฟองสบู่เป็นเพียงการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพ

แต่ความจริงแล้วสิ่งต่างๆที่ผุดขึ้นในแต่ละวันทั้งจาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

และจากใจเราเอง คือ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ราคะ โทสะ โลภะ โมหะ

เมื่อเกิดภาวนามยปัญญา หยั่งรู้เห็นการเกิด ดับ

รู้เท่าทันมัน

พอมันเกิดขึ้นก็พอใจ พอแตกดับก็เสียใจ

เหมือนถูกธรรมชาติลูบหัวแล้วตบหลัง

แต่จิตแบบวิปัสสนาจะทำให้ความสุขจากการถูกลูบหลังลดลงเรื่อยๆ

และเห็นความทุกข์จากการถูกตบหัวชัดขึ้นเรื่อยๆ

สุขปลอมๆแต่ทุกข์จริง วนไปแบบนี้ตลอดกาล

ก็จะยิ่งรู้สึกว่าต้องหลีกหนีสิ่งมายาเหล่านี้ไปให้ไกล

เมื่อนั้นเราจะเกิดแรงขับ พยายามปฏิบัติธรรม

กำหนดสติให้ถึงจุดที่หลุดพ้นให้ได้

เพื่อเข้าสู่ความจริงอันสูงสุด ความสุขที่จริงแท้และเป็นนิรันดร์



ขอบคุณ : oknation.net

เครดิต :
 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

รวมเรื่องเด็ด ประเด็นดัง วันนี้