ขันติอยู่ที่ไหน ?

ขันติอยู่ที่ไหน ?


ในอดีตกาล พระเจ้ากลาปุทรงครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี
ครั้งนั้นเองก็ได้กำเนิดทารกคนหนึ่ง ในตระกูลพรหมณ์ ซึ่งมีทรัพย์
สมบัติ 80 โกฏิ (800ล้าน) ชื่อว่ากุณฑลกุมาร และเมื่อเติบโต
แล้ว ได้ไปเล่าเรียนศิลปะทุกอย่างในนครตักกศิลา

ครั้นเมื่อบิดามารดาถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงได้รวบรวมทรัพย์
สมบัติเข้าไว้ แล้วมองดูกองทรัพย์เหล่านั้นด้วยความคิดว่า
"บิดามารดาของเรา และญาติทั้งหลาย ที่ล่วงลับไปแล้ว ได้ทำ
ทรัพย์ให้เกิดขึ้นมากมาย แต่แล้วก็ไม่อาจถือเอาไปได้เลย แม้เพียง
เศษเสี้ยวนิดน้อยหนึ่ง แล้าเราจะมามัวยึดครองหอบหวงทรัพย์สิน
เหล่านี้ไว้ทำไมกัน"

คิดดังนั้นแล้ว จึงจัดเเจงทรัพย์ทั้งหมด แจกจ่ายให้แก่คนที่ควรให้
จนหมดสิ้น จากนั้นจึงเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์ออกบวชเป็นดาบส อาศัย
พืชผลไม้เป็นอาหารเลี้ยงตนอยู่เป็นเวลาช้านาน
ต่อมาได้เกิดจิตคิดจะเยี่ยมเยียนภูมิลำเนาเดิม จึงเดินทางกลับมายัง
นครพาราณสี แวะพักอยู่ในพระราชอุทยาน

ครั้นพอเวลาเช้าตรู่ จึงออกภิกขาจารในพระนคร มาจนถึงประตูเรือน
ของเสนาบดี เสนาบดีพบเห็นเข้าแล้ว บังเกิดจิตศรัทธาเลื่อมใสใน
อิริยาบทอันสงบของกุณฑลดาบส จึงเชิญให้เข้าไปในเรือนของตน..
แล้วจัดโภชนาหารให้บริโภค และขอให้ดาบสพักอยู่ในพระราชอุทยาน
นั้นหลายๆวัน

อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ากลาปุทรงมึนเมาน้ำจันฑ์ โดยมีเหล่านางสนม
ห้อมล้อมอยู่ ได้เสด็จไปยังพระราชอุทยานด้วยลีลาอำนาจราชศักดิ์
อันยิ่งใหญ่ ถึงแล้วทรงให้ปูลาดที่บรรทมลงบนแผ่นศิลากว้าง แล้ว
บรรทมหนุนตักของนางสนมที่ทรงโปรดปรานยิ่งนางหนึ่ง นอกนั้นที่
ชำนาญในการร้องก็ให้ขับร้อง ที่ชำนาญในการฟ้อนก็ให้ร่ายรำ มีดน
ตรีโหมประโคมบรรเลงอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งพระราชาทรงบรรทม
หลับไป

ขณะนั้นเอง ยกเว้นนางสนมที่พระราชาทรงหนุนตักบรรทมอยู่ นาง
สนมอื่นๆทั้งหมด เมื่อเห็นพระราชาบรรทมแล้ว ต่างพากันหยุดร้องรำ
ทำเพลง วางเครื่องดนตรีไว้ที่นั้น แล้วหลีกออกไปเที่ยวชมพระราชอุท-
ยานเพลิดเพลิน ดูดอกไม้นานาพันธ์ุ ลิ้มชิมผลไม้ต่างๆที่ล่อใจอย่าง
สนุกสนาน จนกระทั่งพบเข้ากับกุณฑลดาบส ผู้แสวงหาสุขประเสริฐ
ในการบรรพชา นั่งอยู่ ณ โคนต้นสาละ ที่มีดอกบานสะพรั่งในพระราช
อุทยานนั้น เหล่านางสนมจึงชักชวนกันว่า

"มาเถอะพวกเรา นั่นพระคุณเจ้าผู้สงบเย็น นั่งอยู่โคนไม้สาละนั้น พวก
เราพากันเข้าไปสนทนาและนั่งฟังธรรมจากท่านเถิด เพราะพระราชายัง
ทรงไม่ตื่นบรรทมเลย"
แล้วพากันเข้าไปไหว้ นั่งล้อมกุณฑลดาบสไว้ กล่าวขอร้องขึ้นว่า
"ขอพระคุณเจ้าได้โปรดบอกธรรมะอะไรก็ได้ ที่เหมาะที่ควรแก่พวกดิฉัน
ด้วยเถิด"

กุณฑลดาบสจึงแสดงธรรมให้เหล่านางสนมฟังกันเป็นที่เบิกบานใจ
ในเวลาเดียวกันนั่นเอง นางสนมคนโปรดที่ให้พระราชาหนุนตักอยู่นั้น
เกิดเมื้อยล้า จึงขยับตัวบิดไปมา จนทำให้พระราชารู้สึกตัวตื่นบรรทม
แต่ครั้นเหลียวมองดูรอบข้างแล้ว ไม่แลเห็นเหล่านางสนมอื่นๆเลย จึง
ตรัสถามด้วยความไม่พอพระทัยว่า

"นางหญิงถ่อยทั้งหลาย หายหัวกันไปไหนหมด"
นางสนมคนโปรดจึงทูลว่า....
"ข้าแต่พระองค์ พวกนางนั่งล้อมดาบสรูปหนึ่ง ฟังธรรมเพลิดเพลินอยู่
ตรงที่โคนต้นสาละ เห็นอยู่ไม่ไกลนัก โน่นไง"

พระเจ้ากลาปุสดับแล้ว ยิ่งทรงกริ้วจัด หยิบพระขรรค์ได้ก็รีบเสด็จตรงไป
ยังต้นสาละนั้นทันที นางสนมคนโปรดก็เร่งฝีเท้าตามไปติดๆ แล้วรีบฉวย
พระขรรค์ของพระราชาเอามาถือไว้ให้แทน เพื่อหวังว่าพระองค์จะสงบ
ระงับลงบ้าง ครั้นพระราชาเสด็จถึงที่นั่นแล้ว ทรงกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า
"สมณะ...แกเทศนาเก่งนักหรือ!! แกกล่าวยกย่องอะไรอยู่"

กุณฑลดาบส ทูลตอบด้วยอาการเยือกเย็นว่า...
"อาตมากล่าวยกย่องขันติ สรรเสริญในความอดทนอดกลั้น"
พระราชายิ่งทรงกริ้ว เหมือนโดนสั่งสอน จึงตรัสว่า...
"แกว่าขันติหรือ ขันติเป็นยังไง บอกมาซิ!!"
ดาบสยังคงกล่าวอ่อนน้อมว่า...
"ขันติ คือความไม่โกรธ แม้เมื่อเขาด่าอยู่ เย้ยหยันอยู่หรือประ
หารอยู่ก็ตาม"
เหมือนน้ำมันสาดเข้ากองไฟ พระเจ้ากลาปุ ทรงยิ่งพระพิโรธสุด
กำลังตรัสว่า...
"แกเก่งนักหรือ!! ประเดี๋ยวเถอะจะได้เห็นความมีขันติของแก"

แล้วทรงรับสั่งเรียกหาเพชฌฆาผู้ฆ่าโจรมา เพชฌฆาตรีบมาพร้อม
กับอาวุธประจำกายของตน คือขวานอันคมกริบ และแส้หนามอัน
แหลมคม ถวายบังคมพระราชาแล้วกราบทูลว่า
"ข้าแต่พระองค์ จะให้ทำอะไรพระเจ้าข้า"
พระเจ้ากลาปุตรัสด้วยอำนาจโทสะอันรุนแรงว่า
"เจ้าจงจับดาบสชั่วผู้นี้ เอามันตรึงไว้ที่พื้นดิน แล้วเฆี่ยนด้วยแส้หนาม
สองพันครั้งทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้างทั้งสองข้าง"

เพชฌฆาตนั้นก็ลงมือกระทำตามที่ทรงรับสั่งไว้ ทำให้กุณฆลดาบสได้
รับทุกขเวทนาอย่างยิ่ง ผิวหนังฉีกขาดเนื้อแตกระยับ เลือดไหลนองท่วม
ตัว เหล่านางสรมเห็นแล้วบ้างก็เป็นลม บ้างก็ตกใจกลัววิ่งหนีไปจากบริ
เวณนั้นกันหมด
พระราชาเห็นดังนั้นทรงรู้สึกสะใจ ตรัสถามว่า
"ดาบสชั่ว ขันติของแกยังอยู่ดีหรือ??"

กุณฑลดาบสทูลตอบด้วยเสียงอ่อนล้าแต่มั่นคงว่า
"มหาบพิตร อาตมายังคงยกย่องขันติความอดทน อดกลั้นอยู่เช่นเดิม
เพียงแต่พระองค์ไปสำคัญเองว่า ขันติมีอยู่ที่ผิวหนังหรือเลือดเนื้อของ
อาตมา ความจริงแล้ว ขันตินั้นตั้งอยู่ภายในดวงจิตของอาตมานั่นเอง
ซึ่งพระองค์ไม่อาจจะแลเห็นได้เลย"

เสมือนกองไฟที่กำลังมอดดับ ถูกสาดซัดด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงซ้ำอีก
พระราชาทรงฮือโหมด้วยไฟโทสะ ตวาดสั่งเพชฌฆาตว่า
"เจ้าจงตัดมือทั้งสองของดาบสปากจัดคนนี้"
เพชฌฆาตจับขวานขึ้น ตัดมือทั้งสองข้าง แค่ข้อมือของดาบสทันที
เลือดไหลทะลักออกมา แต่กุณฑลดาบสก็ยังกัดฟันไว้แน่น พยายามอด
ทนอดกลั้นต่อความเจ็บปวดทั้งมวล ด้วยอาการอันสงบอยู่

พระเจ้ากลาปุเห็นดังนั้น ยิ่งเหมือนถูกท้าทายเย้ยหยัน จึงทรงตวาดสั่ง
เพชฌฆาตว่า..."เจ้าจงตัดเท้าทั้งสองข้างของมันซะ!!"
เพชฌฆาตลงมือตัดข้อเท้าทั้งสองของดาบสทันที โลหิตสาดกระจายไป
ทั่วบริเวณนั้น แต่กุณฑลดาบสก็ยังคงมีอาการอันสงบ ไม่โศกเศร้า ไม่
โกรธแค้นตอบ
พระเจ้ากลาปุเห็นอาการเช่นนั้น ทรงยิ่งต้องการเอาชนะให้ได้ จึงสั่งต่อ
เพชฌฆาตว่า..."เจ้าจงตัดหูและจมูกของมัน"

เพชฌฆาตจำต้องทำตามที่พระราชารับสั่งนั้น เมื่อลงมือเสร็จแล้ว
พระราชาก็ตรัสถามอีกว่า..."ดาบส แกยังจะมีอะไรพูดถึงขันติอีกไหม?"
กุณฑลดาบสกล่าวด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า
"มหาบพิตร อาตมายังคงมีวาจายกย่องขันติว่า มิใช่อยู่ที่มือ ที่หู ที่จมูก
แต่ความอดทนอดกลั้นนั้น อยู่ที่ภายในจิตใจอันลึกซึ้งต่างหากเล่า"

สุดจะทนฟังได้ พระเจ้ากลาปุทรงมีพระวรกายสั่นเทิ้ม ตะโกนลั่นว่า
"เจ้าดาบสชัั่ว แกจงยกย่องเชิดชูขันติของแกอยู่ตรงนี้เถอะ!!"
ว่าแล้วก็ก้าวตรงเข้าหาดาบส ยกพระบาทกระทืบยอดอกกุณฑลดาบส
อย่างแรง แล้วก็เสด็จจากไปอย่างไม่เหลียวหลังเลย

เมื่อพระราชาเสด็จไปแล้ว เสนาบดีรีบตรงเจ้าดูแลอาการของดาบส
ช่วยเช็ดเลือดให้ แล้วเก็บรวบรวมมือ เท้า หู จมูกใส่ห่อผ้าไว้ จากนั้น
ค่อยๆประคองกุณฑลดาบสลุกขึ้น นั่งพิงที่โคนต้นสาละนั้น กระทำสักการะ
กราบไหว้ แล้วเอ่ยขึ้นว่า

"ข้าแต่ท่าผู้มีความเพียรอันยิ่งในขันติ ผู้ใดใช้ให้ตัดมือ ตัดเท้า ตัดหู ตัด
จมูกของท่าน ท่านจงโกรธผู้นั้นเถิด อย่าโกรธในผู้อื่นใดเลย อย่าได้ทำรัฐ
นี้ให้พินาศลงไปเสียเลย"
กุณฑลดาบสได้ฟังดังนั้น จึงตอบด้วยเสียงแผ่วเบาอ่อนกำลังว่า
"พระราชาพระองค์ใด รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู จมูกของอาตมานี้ อาตมา
ให้อภัย ขอให้พระราชาพระองค์นั้น จงทรงพระชนม์ยืนนาน เพราะบัณฑิต
ทั้งหลายย่อมไม่โกรธเคืองเลย"

กล่าวจบแล้ว กุณฑลดาบสก็ถึงแก่ความตาย มรณภาพอยู่ใต้ต้นสาละนั่น
เอง หลังจากนั้นไม่นานเสนาบดีและมหาชนจำนวนมาก ก็ถือดอกไม้ ของ
หอม จุดประทีป พากันมาฌาปนกิจสรีระของกุณฑลดาบสในวันนั้น
ส่วนพระเจ้ากลาปุพอเสด็จพ้นจากพระราชอุทยานเท่านั้น ก็ทรงถึงแก่
สวรรคตเช่นกัน เพราะบังเกิดปฐพีสั่นไหวแตกแยกออกเป็นช่อง ทำให้พระ
ราชาร่วงละลิ่วลงสู่ด้านล่าง ไม่อาจที่จะขึ้นมาอีกได้ ประดุจดังไปหมกไหม้
ในนรก ได้รับผลอันเผ็ดร้อนของกรรมที่หยาบช้าเลวทราบนั้น เช่นนั้นแล...ฯ

~ณวมพุทธ เรียบเรียงจาก พระไตรปิฎก เล่ม 27 อรรถกถาแปลเล่ม58~
ขอนอบน้อมแด่คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์

เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์