แพทย์เปิดข้อดีวัคซีน Johnson & Johnson ที่ฉีดแค่เข็มเดียว


แพทย์เปิดข้อดีวัคซีน Johnson & Johnson ที่ฉีดแค่เข็มเดียว

วันที่ ( 30 ม.ค. 64 ) นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องของวัคซีนป้องไวรัสโควิด-19 กับกระแสข่าว วัคซีนจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ที่มีรายงานว่า มีประสิทธิผลกว่า 60% โดยฉีดเพียงเข็มเดียว

โดยคุณหมอ ระบุว่า "หากเปรียบเทียบกับช่วงกลางปี 2020 จะพบว่า ปัจจุบันมีจำนวนการติดเชื้อเฉลี่ยต่อวันมากกว่าเดิมราว 3 เท่า และมีจำนวนผู้ป่วยรุนแรงและวิกฤติเฉลี่ยต่อวันมากกว่าเดิม 2 เท่า โดยมีจำนวนการตายเฉลี่ยต่อวันมากกว่าเดิม 3 เท่า

ทั้งจำนวนการติดเชื้อ จำนวนผู้ป่วยรุนแรงและวิกฤติ และจำนวนการตายในแต่ละวันล้วนเพิ่มขึ้นมาก โดยพบว่าขึ้นเร็วชัดเจนตั้งแต่พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นมา

ที่น่าสังเกตคือ จำนวนผู้ป่วยรุนแรงและวิกฤติที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าจำนวนการตายที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยที่เกี่ยวข้องนั้นคงไม่ใช่แค่จำนวนการติดเชื้อที่เพิ่มแต่เพียงอย่างเดียว อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ของการระบาด ซึ่งหากพิจารณาตามเงื่อนเวลา ก็เป็นช่วงที่พบการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ๆ ดังที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้

จึงเข้าใจได้ถึงความห่วงใยของวงการแพทย์สากลที่ติดตามผลของวัคซีนชนิดต่างๆ ที่นำออกมาใช้ว่าจะยังใช้ได้ผลกับสายพันธุ์ใหม่ๆ เช่น สายพันธุ์สหราชอาณาจักร แอฟริกาใต้ ฯลฯ หรือไม่

ด้วยข้อมูลในปัจจุบัน ดูเหมือนวัคซีนจะยังได้ผลกับสายพันธุ์สหราชอาณาจักรที่ตอนนี้กำลังขยายการระบาดไปทั่วโลก แต่กับสายพันธุ์แอฟริกาใต้นั้น ดูเหมือนจะได้ผลน้อยลงบ้าง แต่ยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

ล่าสุดมีการเผยแพร่ผลการวิจัยระยะที่สามของวัคซีนอีกตัวหนึ่งคือ บริษัท Johnson & Johnson ของอเมริกา เป็นวัคซีนประเภท Adenovirus vector คล้ายกับของ Astrazeneca/Oxford

โดยนี่เป็นวัคซีนที่ใช้ Adenovirus-26 เป็นตัวนำพาส่วนของยีนที่กำหนดการสร้างโปรตีนส่วนหนามของไวรัสโควิด-19 เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันในน้ำเลือด หรือแอนติบอดี้ขึ้นมา ในขณะที่ของ Astrazeneca/Oxford ใช้ Chimpanzee Adenovirus

Johnson & Johnson ทำการวิจัยในอาสาสมัครจำนวน 43,783 คน ทั้งในอเมริกา ลาตินอเมริกา และแอฟริกาใต้

ผลวิจัยพบว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อที่มีอาการระดับปานกลางรุนแรงได้ 66% ประเมินผล ณ 28 วันหลังฉีดวัคซีน (ภาพรวมของทุกประเทศที่วิจัย) โดยจำแนกเป็น 72% ในอเมริกา 66% ในลาตินอเมริกา และ 57% ในแอฟริกาใต้

ทั้งนี้หากวิเคราะห์เฉพาะการป่วยรุนแรง จะสามารถป้องกันได้ 85%

ข้อดีของวัคซีนของ Johnson & Johnson คือ ฉีดเพียงเข็มเดียว และการเก็บรักษาวัคซีนสามารถเก็บในตู้เย็นธรรมดาได้ ต่างจากวัคซีนประเภท mRNA ที่ต้องเก็บในอุณหภูมิเย็นจัดซึ่งอาจทำให้มีปํญหาในทางปฏิบัติสำหรับประเทศที่ไม่มีระบบ cold chain ที่ดีพอ

คาดว่า Johnson & Johnson จะดำเนินการยื่นขออนุมัติต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเดือนกุมภาพันธ์นี้ การพิจารณาใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่างๆ นั้น หลักการตัดสินใจว่าจะฉีดอะไรหรือไม่ ต้องคำนึงถึงเรื่องความจำเป็น ข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยวัคซีนนั้นๆ สรรพคุณในการป้องกันโรค วิธีการฉีด จำนวนครั้ง ระยะเวลาที่ต้องฉีด รวมถึงผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น

ประชาชนควรสอบถามบุคลากรทางการแพทย์ให้ถ้วนถี่ และจำเป็นต้องบอกรายละเอียดเกี่ยวกับโรคประจำตัวที่ตัวเองมี และประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร หรืออาการแพ้ต่างๆ ในอดีตที่เคยเป็น จะได้ช่วยกันระแวดระวัง และตัดสินใจได้ถูกต้อง หลังฉีดวัคซีนควรรอสังเกตอาการอย่างน้อย 30 นาที"



เครดิตแหล่งข้อมูล : FB Thira Woratanarat


เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
คุณ : แสงสว่างปลายอุโมงค์
สถานะ : บุคคลทั่วไป
IP : 58.8.14.85

58.8.14.85,,ppp-58-8-14-85.revip2.asianet.co.th ความคิดเห็นที่ 5 [อ้างอิง]
* ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยบำนาญถ้วนหน้า *


[ วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 08:57 น. ]
ตามข่าวteenee.com จาก LineToday เข้าไปคลิ๊กกดติดตามได้เลย
กระทู้เด็ดน่าแชร์