กระแส 5 คุณชายจากละคร “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” มาแรง!! เรื่องราวของคุณชาย 5 พี่น้องแห่งตระกูลจุฑาเทพ ประกอบด้วย คุณชายธราธร คุณชายปวรรุจ คุณชายพุฒิภัทร คุณชายรัชชานนท์ และคุณชายรณพีร์ ทำให้บรรดาพ่อแม่ที่เป็นแฟนละครนำชื่อคุณชายทั้ง 5 คน ไปตั้ง เป็นชื่อบุตรที่เกิดใหม่กันเป็นจำนวนมาก!
จากการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยพบว่าในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานี้ มีประชาชนนำชื่อพระเอกละครเรื่องดังกล่าวมาตั้งชื่อบุตรเกิดใหม่แล้วกว่า 1 พันคน โดย ชื่อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ รัชชานนท์ มีจำนวน 664 คน รองลงมาได้แก่ พุฒิภัทร 412 คน อันดับ 3 ธราธร 142 คน อันดับ 4 ปวรรุจ 112 และอันดับ 5 รณพีร์ 26 คน นอกจากนี้ ยังมีชื่อจุฑาเทพอีกจำนวน 30 คน
อ.คฑา ชินบัญชร กล่าวถึงความสำคัญของการตั้งชื่อให้ฟังว่า ชีวิตของคนไทยมีความผูกพันกับการตั้งชื่อมายาวนาน เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต เริ่มมีขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย เพราะเป็นช่วงที่คนไทยเริ่มมีการรวมตัวกันเป็นชาติ และที่สำคัญพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นมา โดยการนำรูปแบบมาจากอักษรขอมโบราณ
การตั้งชื่อใน สมัยสุโขทัย จะเป็นในลักษณะเพื่อบ่งบอกความเป็นตัวตนของคน ๆ นั้น ซึ่งจะเป็นชื่อเรียกที่ง่าย ๆ เป็นคำพยางค์เดียวสั้น เช่น คง มั่น จิด อ้าย ยี่ ดำ ขาว แดง เป็นคำเรียกง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนเฉพาะคน เพราะสมัยนั้นเป็นช่วงที่กษัตริย์หรือผู้นำของชุมชนกำลังกู้บ้านเมืองจากขอม มีการสร้างบ้านเมืองเป็นปึกแผ่น
“ชื่อในสมัยนี้จึงเกี่ยวข้องกับบุคคล เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของบ้านเมืองเป็นหลัก และที่สำคัญเป็นชื่อที่เรียงลำดับความ เช่น ลูกคนที่ 1 ชื่อ อ้าย คนที่ 2 ก็เรียกว่า ยี่ คนที่ 3 ก็เรียกว่า ไส ยังไม่มีชื่อว่าอ้ายอะไรเพราะในที่นี่ชื่ออ้ายไม่ได้แปลว่าพี่ แต่แปลว่า 1 อีกทั้ง ในสมัยนั้นผู้คนมีจำนวนน้อยการตั้งชื่อเรียกก็ยังไม่ซ้ำกัน จึงเป็นชื่อที่เรียกง่าย ๆ ที่ไม่เน้นความเป็นสิริมงคลแต่เน้นที่ตัวบุคคลหรือตั้งชื่อตามสิ่งแวดล้อมที่อยู่เป็นหลัก”
ต่อมาใน สมัยอยุธยาและสมัยธนบุรี ยังมีการตั้งชื่อ 1 พยางค์และ 2 พยางค์อยู่ แต่เริ่มมีคำบาลีและสันสกฤตเข้ามาผสมกับคำไทยในการตั้งชื่อ เนื่องจากกษัตริย์ในสมัยอยุธยามีการทำนุบำรุงพระศาสนา มีพระสงฆ์เพิ่มมากขึ้น เริ่มมีการทำการค้าขาย มีการพูดคุยกับคนต่างชาติมากขึ้น มีการรับวัฒนธรรมจากต่างชาติ เช่น อินเดีย ศรีลังกา อีกทั้ง ไทยยังเป็นเมืองท่าที่สำคัญของชาติต่าง ๆ ทั้ง โปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส รวมไปถึงระบบกษัตริย์และวรรณะก็มีผลกับการตั้งชื่ออีกด้วย
การตั้งชื่อในสมัยอยุธยา จึงมีการตั้งชื่อพยางค์เดียวและ 2 พยางค์ ซึ่งเป็นคำเรียกที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ รวมทั้งแสดงความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมกับชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน เช่น จัน ซึ่งในที่นี่หมายถึง ไม้จัน อาจจะเกิดในหมู่บ้านที่มีไม้จันมาก หอม เหม็น ทองขำ แจ่ม เอี้ยงเลื่อน ฉิม อิน หรือ ทองอิน บุญมา
“บางชื่อฟังแล้วดูเหมือนไม่ได้มีความเป็นสิริมงคลหรือไม่ได้มีความหมายสวยงาม เช่น เหม็น จอด เนื่องจากในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า การตั้งชื่อเช่นนี้เพื่อให้ผี แม่ซื้อ หรือดวงวิญญาณร้ายไม่มารบกวนหรือมาเอาชีวิตเด็กไป หรือเด็กที่ไม่สบายบ่อย ๆ ก็จะตั้งชื่อให้น่าเกลียด น่ากลัวจะได้ไม่มีโรคภัยพอตั้งแล้วเมื่อโตขึ้นก็ไม่เปลี่ยนเพราะเรียกกันจนติดปากแล้ว”
เมื่อถึง สมัยรัตนโกสินทร์ในช่วงแรก ๆ ซึ่งยังใช้ระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การตั้งชื่อจะเป็นคำบาลีและสันสกฤตผสมกับภาษาไทย และเริ่มมีคำเขมรเข้ามาใช้ในการตั้งชื่อเพิ่มด้วย เนื่องจากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นแผ่นดินเขมรผนวกเข้ากันเป็นราชอาณาจักรสยาม ทำให้ได้รับวัฒนธรรมของระบบกษัตริย์ การตั้งชื่อจึงมีหลายพยางค์มากขึ้นสำหรับคนชนชั้นสูง เช่น พระองค์เจ้า เจ้าฟ้า รวมทั้ง เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง แต่จะจำกัดอยู่ที่เชื้อพระวงศ์เท่านั้นไม่ลงมาที่คนสามัญชนที่เป็นชนชั้นสูงหรือพ่อค้าที่มีศักดินา
“ในช่วงเวลานั้นผู้คนเริ่มมีจำนวนมากขึ้น นอกจากเป็นเมืองท่าแล้วที่สำคัญเป็นช่วงของยุคล่าอาณานิคม จึงทำให้ผู้คนมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ การตั้งชื่อจึงเพิ่มคำขึ้นเป็น 2-3 พยางค์ โดยจะพบชื่อที่เป็นคำสมาสหรือคำสนธิขึ้นในสมัยนี้ในหมู่ราชวงศ์และชนชั้นสูงในสังคม ส่วนคำเรียกสั้น ๆ 1-2 พยางค์ก็ยังมีตั้งกันอยู่ในคนธรรมดา”
มาในช่วงปลายของระบอบสมบูรณา ญาสิทธิราชย์ รัชกาลที่ 4-5 ซึ่งในสมัยนั้นชุมชนเริ่มใหญ่ขึ้น คนมีจำนวนมากขึ้น การใช้ชื่อพยางค์เดียวเริ่มใช้ซ้ำกัน เช่น ชื่อมั่น มี 10 คนในหมู่บ้าน จึงเริ่มมีการใช้คำหลายพยางค์ขึ้น รวมทั้ง มีการรับคำมาจากเขมรเพิ่มขึ้น คำบาลี สันสกฤต และคำพ้องเสียง รวมไปถึงคำทับศัพท์จากต่างประเทศจึงทำให้ในช่วงนี้ มีการตั้งชื่อที่มีความหลากหลาย มีความไพเราะ และที่สำคัญเริ่มที่จะมีการใช้คำที่มีความเป็นสิริมงคลมากขึ้น ชื่อ สวย งาม เหม็น อ้วน จะไม่มีตั้งกันแล้ว จะเปลี่ยนเป็น พิสมัย วิมลยุพา อำนวย สมบูรณ์
ส่วนในช่วงรัชกาลที่ 6 เมื่อมีชื่อใช้ซ้ำกันมากขึ้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นเพื่อส่งเสริมความรักใคร่ผูกพันในระหว่างผู้ร่วมนามสกุล และรักษาเกียรติยศซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึง พ่อ แม่ บรรพบุรุษ ญาติพี่ น้อง และทำให้เกิดความภาคภูมิใจ โดยนามสกุลในช่วงแรก ๆ จะบ่งบอกถึง อาชีพของ พ่อ แม่ หรือบรรพบุรุษที่ทำกันมา เช่น ตั้งวานิช ก็แสดงว่ามีอาชีพเป็นพ่อค้า รวมทั้ง สถานที่เกิด เช่น ณ อยุธยา
มาในสมัยรัชกาลที่ 7 ถึงปัจจุบัน มีการตั้งชื่อ 2 พยางค์ขึ้นไปมากขึ้น เพราะมีความเชื่อถือในเรื่องของความเป็นสิริมงคล รวมทั้ง อยากมีชื่อที่มีความหมายที่ดีฟังแล้วดูดี ไม่ซ้ำกับใคร โดยในช่วงนี้จึงมีการใช้คำสมาส คำสนธิ และมีการบัญญัติศัพท์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมา ตลอดจน มีการตั้งชื่อโดยใช้หลักตำราทักษาปกรณ์ หรือ ตำรามหาทักษา ที่เรียกอีกชื่อว่า อัฏฐเคราะห์ เป็นตำราโบราณมาจากอินเดีย จึงทำให้ชื่อมีความหลากหลายมากขึ้น
โดยปัจจุบัน จะเป็นชื่อที่มีความหมายบ้าง ไม่มีความหมายบ้าง ถ้าใช้ชื่อที่มีความหมายก็จะเป็นชื่อที่มีความหมายที่เป็นสิริมงคล รวมทั้ง เป็นคำที่ไพเราะ สวยงาม มีความหมายทางบวก อีกทั้ง มีการนำชื่อของเทพเจ้า พระอรหันต์ ซึ่งถือว่าเป็นมงคลขึ้นไปอีกมาใช้ในการตั้งชื่อ เช่น วชิราภรณ์ แปลว่า เครื่องแต่งกายของพระอินทร์ วิษณุ ซึ่งก็คือ ชื่อของพระนารายณ์ บางคนตั้งชื่อ กฤษณะ ซึ่งก็คือ พระกฤษณะ






กระทู้ร้อนแรงที่สุดของวันนี้
























กระทู้ล่าสุด


รูปเด่นน่าดูที่สุดของวันนี้















































