สุนัขพันธุ์ไทยที่ใช้ในการเฝ้าบ้านกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ด้วยความซื่อสัตย์และดูแลง่ายกว่าสุนัขพันธุ์ต่างประเทศ ถ้ามองภาพรวมสุนัขไทยที่ได้รับความนิยมมี 2 พันธุ์คือ หลังอานและบางแก้ว แต่ถ้าไม่รู้ถึงอุปนิสัยหรือการฝึกอย่างถูกต้องบางครั้งอาจเป็นผลร้ายต่อคนรอบข้างได้ ขณะเดียวกันหากรู้ถึงรากเหง้าของสายพันธุ์อาจทำให้คนเลี้ยงเข้าใจมากขึ้นด้วย
“...สุนัขตัวมันใหญ่ มันสูง 2 ศอกกว่า มันมีสีต่าง ๆ ไม่ซ้ำกัน มันมีขนหลังกลับ มันร้าย มันภักดีกับผู้เลี้ยงมัน มันหากิน ขุดรูหาสัตว์เล็กๆ มันชอบติดตามผู้เลี้ยงไปป่า ไปหากิน มันได้สัตว์มันจะนำมาให้เจ้าของ มันภักดีบ้านเรือน มันรักหมู่พวกของมัน มันไปกับเจ้าของมันถึงต้นยางมีน้ำมันมีกำลังกล้าหาญไม่กลัวใคร ธาตุของสีทั้งหลายก็เป็นสุวรรณรัชตะชาด มันมีโคนหูสูง มันมีหางเหมือนดาบชาวป่า ถ้าผู้ใดมีไว้จะได้รับความภักดีจากมัน...” นี่คือบันทึกที่พบในสมุดข่อยสมัยพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นบันทึกถึงสุนัขหลังอานที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบ
จากบันทึกของหลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ พบว่า สมัยก่อนหมาไทยหลังอานไม่เป็นที่รู้จัก เป็นเพียงสุนัขทั่วไปในจังหวัดตราดและจันทบุรี จนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดร.หาญ ไคลน์ ชาวเยอรมันสัญชาติไทยได้ชวนคุณหลวงออกหาสุนัขไทยหลังอานที่เคยเจอ แต่ไม่พบ
คุณหลวงมองว่า อานของสุนัขเกิดจากขวัญที่สันหลัง โดยมากตั้งต้นที่ริมกระดูกสันหลัง ใต้ไหล่ทั้งสองข้างลงไปเล็กน้อย ขนชี้กลับไปทางหัวรวมกันเป็นดวงกลมใหญ่ แล้วเรียวเล็กลงเรื่อย ๆ จนเกือบถึงโคนหาง บางตัวอาจมีขวัญมากถึง 4–5 ขวัญ ทำให้อานมีลักษณะแตกต่างกันออกไป
อานของสุนัขจะเล็กหรือใหญ่อยู่ที่สายพันธุ์ แต่ทั่วไปมีด้วยกัน 5 ชนิดคือ
1.อานธรรมดา เกิดจากขนย้อนกลับที่ไม่มีขวัญ มีขนาดเล็ก กว้างประมาณ 2.5–4.5 เซนติเมตร ตั้งแต่หัวไหล่ไปถึงโคนหาง บางตัวอานยาวถึง 30 เซนติเมตร และมีความกว้างเกือบเท่ากันตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย เรียกอีกชื่อว่า อานเข็ม และอานธรรมดาอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า อานแผ่น เป็นอานที่หายากมาก กว้าง 10 – 14 เซนติเมตร จากหัวไหล่ถึงโคนหาง
2.อานเทพพนม ไม่มีขวัญและขนจะไม่ย้อนกลับไปด้านหน้า แต่ขนจะขึ้นมาประสานกันกลางหลังเหมือนท่าพนมมือ เกิดตรงบริเวณไหล่ไปถึงบั้นท้ายเท่านั้น โดยจะไม่กว้างนัก
3.อานธนูหรืออานลูกศร เกิดจากขวัญ 2 ขวัญ ตรงไหล่สองข้างวนบรรจบกันที่สันหลัง กว้างประมาณ 6 – 10 เซนติเมตร คล้ายหัวลูกศรเรียงลงมาจนถึงโคนหาง
4.อานไวโอลิน เกิดจากขวัญจำนวนมากที่อยู่เป็นคู่ ตั้งแต่คู่หน้าตรงหัวไหล่ที่มีขนาดกว้าง แล้วเรียวเล็กลงไปถึงโคนหาง โดยมีขวัญรองรับอีก 1–2 คู่ อานชนิดนี้หาดูยากและราคาสูง
5.อานใบโพธิ์หรืออานพิณ เป็นอานขนาดใหญ่บริเวณหัวไหล่ ขนจะวนเข้าหากันกว้างประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร ด้านหน้ามีขวัญ 2 – 3 วงเป็นรูปใบโพธิ์ เรียงเล็กมาทางโคนหาง บางตัวมีขวัญรองรับอีก 2 วงบริเวณโคนหาง ทำให้มีลักษณะเหมือนพิณ ซึ่งอานชนิดนี้หาดูได้ยาก
มาถึง พันธุ์บางแก้ว มีถิ่นกำเนิดแถววัดบางแก้ว (บ้านบางแก้ว) อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก มีประวัติครั้งกรุงศรีอยุธยา อาจารย์มาก เจ้าอาวาสวัดบางแก้ว เลี้ยงสุนัขไทยพันธุ์ดุไว้ที่วัด เกิดจากสุนัขไทยผสมกับสุนัขจิ้งจอกที่อาศัยอยู่ชายป่ารอบวัด เมื่อผสมภายในกันแล้วหลายช่วง จึงเกิดลูกพันธุ์แท้ที่มีลักษณะเด่นโดยธรรมชาติ
สีของพันธุ์บางแก้วมีทั้งสีเดียวและหลายสี เช่น ขาว ดำ น้ำตาล เทา นาก หรือผสมกันเป็นดำขาว น้ำตาลขาว สีนากปนขาว เทาปนน้ำตาล แต่สีที่นิยมกันมากคือ ขาว ขาวน้ำตาล ขาวดำ ส่วนหางมีทั้งเป็นพวงและไม่เป็นพวง ถ้าหางเป็นพวงยาวม้วนงอขึ้นเล็กน้อยจะสวยงามกว่า แต่คนนิยมหางพวงลาดแทงลงดินแบบสุนัขจิ้งจอก
ใบหน้าของพันธุ์บางแก้วถือเป็นส่วนสำคัญที่มีอยู่ 3 แบบคือ
1.ใบหน้าแบบเสือ หัวกะโหลกใหญ่ หน้าผากกว้าง ที่ตั้งของโคนหูทั้งสองห่างกัน ปลายหูเบนไปด้านข้างเล็กน้อย สีตาเหลืองคล้ำ ม่านตาสีดำ แววตาเซื่องซึมคล้ายเสือ ขนแผงคอคล้ายม้า ส่วนใหญ่ลักษณะนี้จะดุกว่าแบบอื่นๆ
2.หน้าสิงโต กะโหลกเล็กกว่าแบบหน้าเสือ ปากสั้น ไม่เรียวแหลม หูค่อนข้างเล็กเป็นรูปสามเหลี่ยม โคนหูชิดกัน ปลายหูป้องไปข้างหน้าเล็กน้อย แปลกกว่าชนิดอื่นตรงมีเคราหรือขนใต้คางห้อยยาวลงมาถึงลูกกระเดือก หางมีทั้งม้วนสูงและม้วนต่ำ เท้าเล็กแบบแมว 3.หน้าแบบหมาจิ้งจอก หัวกะโหลกเล็กกว่าแบบหน้าเสือ แต่ใหญ่กว่าหน้าสิงโต ใบหูใหญ่กว่าสองแบบข้างต้น ปากแหลมยาว ขนหางยาวเป็นพวง ใบหูเอนไปด้านข้างไม่ป้องเหมือนสองแบบแรก
พันธุ์บางแก้วมีนิสัยแปลกกว่าหมาไทยชนิดอื่น คือ จะเป็นมิตรกับคนได้ไม่เกิน 2 คนเท่านั้น เช่น คนที่ให้อาหารและเจ้าของที่ใกล้ชิด ตอนยังเล็กมีนิสัยชอบไล่กัดลูกหมาตัวอื่น แต่พอถูกกัดเจ็บจะโกรธอาจกัดไม่ยอมปล่อย มีแววการต่อสู้แต่เล็ก ไม่ว่าสุนัขตัวอื่นจะใหญ่กว่าก็สู้ไม่ถอย ข้อดีคือ รักเจ้าของและมีความจำดีเป็นเยี่ยม
แต่มีนิสัยขี้อิจฉาถ้าเจ้าของมีหมาชนิดอื่นเลี้ยงไว้ด้วยควรทักทายหรือให้อาหารบางแก้วก่อน ไม่เช่นนั้นจะไล่กัดตัวอื่น ด้วยความที่บ้านบางแก้วแหล่งกำเนิดอยู่ใกล้แม่น้ำ ทำให้สายพันธุ์นี้ชอบเล่นน้ำ และชอบอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
มีการบันทึกของผู้เชี่ยวชาญเรื่องลักษณะการเห่าของพันธุ์บางแก้วว่า 1.เห่าเสียงเบากระชั้นแล้วเงียบหาย แล้วครางเบาๆ แสดงถึงความดีใจที่พบเจ้าของ
2.เสียงห้าวกระชั้นติด ๆ หลายครั้ง แสดงถึงการมีคนแปลกปลอมเข้ามา เห่าเพื่อประสงค์ร้าย ขู่ไม่ให้คนแปลกหน้าเข้ามา
3.เห่าเสียงเบา 2 – 3 ครั้งหยุด แสดงว่าเจอสัตว์ขนาดไม่ใหญ่นัก เช่น งูหรือเต่า 4.เห่าเสียงห้าวช้าๆ พร้อมคำรามแสดงถึงการเตรียมตัวสู้สุนัขด้วยกันเอง
สุนัขไทยถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการเลี้ยง ซึ่งหากมีการฝึกฝนและไม่ทำร้าย เจ้าตูบเหล่านี้ก็จะเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ของเจ้าของไม่น้อย.
.................................................................................
7 ช่วงอายุพฤติกรรมสุนัข
โดยทั่วไปพฤติกรรมของลูกสุนัขที่เจ้าของควรรู้พัฒนาการ แบ่งออกเป็น 7 ช่วงอายุ ได้แก่
- ช่วงสองสัปดาห์แรก ตาหูและประสาทรับกลิ่นยังไม่มีทำให้ต้องอาศัยกินนมแม่ รวมถึงหัวและลำตัวยังไม่ได้สัดส่วนกับอุ้งเท้าทำให้ควบคุมการเคลื่อนไหวได้ลำบาก
- ช่วงสัปดาห์ที่ 3 แม้ตาและหูจะเปิดในปลายสัปดาห์ที่สอง แต่ความสามารถในเรื่องนี้จะพัฒนาจนกว่าวันที่ 18 แล้วจะเริ่มออกจากกล่องเพื่อติดตามแม่ของมัน และจะมีภัยอันตรายต่างๆ รออยู่
- ช่วงสัปดาห์ที่ 4 - 7 สุนัขมีความรู้สึกมั่นคงขึ้น เริ่มพัฒนาความเข้าใจและเริ่มค้นพบตัวเอง รู้จักการใช้เสียงและหางจนชำนาญในการเล่นกับพี่น้องคอกเดียวกัน เริ่มมีการสื่อสารทางสังคมทั้งการแสดงความรักและข่มขู่ โดยความผูกพันระหว่างคนกับลูกสุนัขจะถูกบันทึกไว้ในช่วงนี้
- ช่วงสัปดาห์ที่ 8 – 12 ระยะนี้เรียนรู้ระหว่างความสนุกกับความจริง พ่อแม่ของมันจะใช้ความขี้เล่นของมันในการสอนในคอกเดียวกัน เช่น วิธีต่อสู้ ยอมจำนน ป้องกันตัว ถือเป็นช่วงที่เหมาะที่จะนำมาเลี้ยงเพื่อวางรากฐานสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับสุนัข และควรเริ่มฝึกอย่างง่ายๆ ก่อน
- ช่วงเดือนที่ 3 - 4 เริ่มเรียนรู้ว่าจะใช้แต่กำลังไม่ได้ ต้องมีความฉลาดด้วยหากอยากเป็นจ่าฝูง เป็นช่วงที่เริ่มรับประสบการณ์ภายนอกบ้านให้มากเท่าที่เป็นไปได้ และเมื่อรับแล้วจะฝังแน่นอยู่ในตัวของมัน ขณะเดียวกันถ้าสุนัขตัวไหนขาดประสบการณ์นอกบ้านในช่วงนี้พอโตไปจะไม่รู้มารยาททางสังคมและปฏิบัติตนผิดๆ ได้ ควรเริ่มฝึกให้ทำตามคำสั่งต่างๆ
- ช่วงเดือนที่ 5 - 6 เป็นช่วงที่อยากออกจากบ้านด้วยตัวเอง เจ้าของจึงต้องพยายามฝึกให้มันยุ่งเข้าไว้ เช่น สอนการวิ่งคาบของกลับมา และเป็นช่วงที่ควรสอนให้มันรู้จักอันตรายต่างๆ ตลอดจนควรพาออกไปเดินเล่นข้างนอกเพื่อให้เคยชินกับความวุ่นวายต่างๆ
- ช่วงเดือนที่ 7 เป็นต้นไป เป็นระยะต่อต้าน มีอารมณ์รุนแรง พยายามสลัดทุกอย่างที่ฝึกมา และแสดงความจงใจไม่เชื่อฟัง เจ้าของจึงต้องคอยดูอย่างใกล้ชิด แต่ถ้าเมื่ออายุ 12 เดือนขึ้นไปแล้ว อารมณ์จะคงที่และเริ่มสอนง่าย




กระทู้ร้อนแรงที่สุดของวันนี้
























กระทู้ล่าสุด


รูปเด่นน่าดูที่สุดของวันนี้
















































Love illusion ความรักลวงตา เพลงที่เข้ากับสังคมonline
Love illusion Version 2คนฟังเยอะ จนต้องมี Version2กันทีเดียว
Smiling to your birthday เพลงเพราะๆ ไว้ส่งอวยพรวันเกิด หรือร้องแทน happybirthday