เรื่องที่ควรรู้ก่อนซื้อขายทองในนามบริษัท


เรื่องที่ควรรู้ก่อนซื้อขายทองในนามบริษัท


เรื่องที่ควรรู้ก่อนซื้อขายทองแท่งในนามบริษัท

ก่อนตัดสินใจนำเงินของบริษัทไปซื้อ ทองคำแท่ง
(บทความนี้กล่าวถึง ทองคำแท่งเท่านั้น ไม่ครอบคลุมทองรูปพรรณหรือทองแปรรูปอื่น)
ไม่ว่าจะเพื่อเก็งกำไรหรือเพื่อเก็บเป็นทรัพย์สินของบริษัท สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ชัดตั้งแต่ต้นมีอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ

1.สิทธิทางภาษีของบริษัทไม่เท่ากับร้านค้าทองคำ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาระภาษีและเอกสารทางบัญชี

2.ความคุ้มค่าและความเสี่ยงของการลงทุนในเชิงตัวเลข

บทความนี้อธิบายเฉพาะกรณี การซื้อ-ขายทองคำแท่งในนามบริษัทที่ไม่ได้จดวัตถุประสงค์และไม่ได้ดำเนินกิจการเป็นร้านค้าทองคำ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

1.เรื่องเอกสารที่เกี่ยวข้อง

2.การวิเคราะห์ความคุ้มค่าและความเสี่ยงในการลงทุน

ข้อควรรู้ตั้งแต่ต้น : บริษัทไม่ใช่ร้านทอง = สิทธิทางภาษีไม่เหมือนกัน

หากบริษัทไม่ได้จดวัตถุประสงค์และไม่ได้ดำเนินกิจการเป็นร้านค้าทองคำโดยตรง แต่มีการนำเงินของบริษัทไปซื้อ ทองคำแท่ง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ

-ตอน "ซื้อ" ทองคำแท่ง → บริษัท อาจไม่ได้รับภาษีซื้อ (VAT)

-ตอน "ขาย" ทองคำแท่ง → ราคาที่ขายได้ เป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% แล้ว

เหตุผลคือ ร้านค้าทองคำได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เฉพาะการขายทองคำแท่ง ตามกฎหมาย สิทธิดังกล่าวไม่โอนมาถึงบริษัทผู้ซื้อ และเมื่อบริษัทนำทองคำแท่งออกขาย การขายนั้นอาจเข้าข่ายเป็นการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

1. เรื่องเอกสารที่เกี่ยวข้องในการซื้อ-ขายทองคำแท่ง
เอกสารในตอน "ซื้อ" ทองคำแท่ง

ในการซื้อ ทองคำแท่ง ในนามบริษัท บริษัทสามารถมอบหมายให้กรรมการหรือผู้มีอำนาจดำเนินการแทนบริษัท โดยใช้บัตรประชาชนของผู้ดำเนินการแทนบริษัทในการทำธุรกรรมกับร้านค้าทองคำ

เอกสารที่บริษัทจะได้รับจากร้านค้าทองคำ ได้แก่

-ใบเสร็จรับเงิน หรือ

-ใบกำกับภาษี (ในกรณีที่ร้านออกให้)

โดยทั่วไป การซื้อ ทองคำแท่ง จากร้านค้าทองคำจะ ไม่ได้รับภาษีซื้อ (VAT) เนื่องจากร้านค้าทองคำได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เฉพาะการขายทองคำแท่ง ตามกฎหมาย ทั้งนี้ สิทธิยกเว้นดังกล่าวไม่ครอบคลุมทองรูปพรรณหรือทองแปรรูปอื่น

เอกสารในตอน "ขาย" ทองคำแท่ง

เมื่อบริษัทนำ ทองคำแท่ง ออกขาย ไม่ว่าผู้ซื้อจะเป็นร้านทองหรือบุคคลใด บริษัทมีหน้าที่ต้องจัดทำเอกสารทางบัญชีให้ครบถ้วน ได้แก่

-ใบกำกับภาษี

-ใบส่งของ

-ใบเสร็จรับเงิน

โดยในเอกสารดังกล่าว ต้องระบุภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 7% ตามมูลค่าการขาย

นอกจากนี้ บริษัทควร

-สอบถามร้านทองผู้รับซื้อว่าต้องการเอกสารประกอบเพิ่มเติมใดหรือไม่

-เก็บหลักฐานการรับชำระเงินหรือหลักฐานการโอนเงินจากร้านทองไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี

เอกสารทั้งหมดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากมีการตรวจสอบจากกรมสรรพากรในภายหลัง

2. การวิเคราะห์การลงทุน : ซื้อทองคำแท่งในนามบริษัทคุ้มจริงหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของการลงทุน ทองคำแท่ง ในนามบริษัท คือ โครงสร้างภาษี

-ตอนซื้อ → ไม่มีภาษีซื้อ (VAT)

-ตอนขาย → ราคาขายเป็นราคาที่รวม VAT 7% แล้ว

-บริษัท → ไม่มีภาษีซื้อมาหัก

ผลลัพธ์คือ VAT 7% กลายเป็นต้นทุนทันที

นั่นหมายความว่า

-หากกำไรจากราคาทองคำแท่งต่ำกว่า 7% → ขาดทุน

-หากกำไรใกล้เคียง 7% → แทบไม่เหลือกำไรสุทธิ

-ต้องมีกำไรจากราคาทองคำแท่งมากกว่า 7% ขึ้นไป จึงจะเริ่มคุ้มค่าในเชิงตัวเลข

ด้วยเหตุนี้ การซื้อทองคำแท่งในนามบริษัทจึง

-ไม่เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น

-ไม่เหมาะกับการหวังกำไรเล็กน้อยจากความผันผวนของราคา

-ต้องพิจารณาเป็นการลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงด้านภาษีได้

สรุป

การซื้อ-ขาย ทองคำแท่ง ในนามบริษัทไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจโครงสร้างภาษีและเอกสารให้ชัดตั้งแต่ต้น หากบริษัทไม่ใช่ร้านค้าทองคำโดยตรง การซื้อทองคำแท่งอาจไม่ได้รับภาษีซื้อ แต่การขายมีความเสี่ยงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เต็มจำนวน ซึ่งกลายเป็นต้นทุนทันที

ก่อนตัดสินใจนำเงินบริษัทไปซื้อทองคำแท่ง ควรประเมินทั้งเรื่องเอกสารและความคุ้มค่าของการลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางภาษีและผลขาดทุนที่เกิดจากโครงสร้างตั้งแต่แรก



เรื่องที่ควรรู้ก่อนซื้อขายทองในนามบริษัท

เครดิต :
เครดิต : ที่นี่ดอทคอม ทันทุกเรื่องฮิต


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์