คนหนึ่งเป็นลูก คนหนึ่งเป็นศัตรูที่ปองร้าย แต่ทำไมท่านจึงเมตตาได้เสมอกัน แล้วเมตตาแบบไหนเช่นไร
ท่านเมตตาได้เสมอกัน เพราะแท้จริงแล้วในสังสารวัฎ มีแต่ดวงจิตที่เดินทางเวียนวนไปในภพภูมิต่าง ๆ
แต่ละคนที่มาพบกัน ที่เราเรียก เป็น คน สัตว์ เรา เขา พ่อ แม่ ชื่อนั้น ชื่อนี้ เป็นการสมมติขึ้นมาในชาติหนึ่ง ๆ
ถ้าแยกเรื่องชั่วคราวออก ทุกคนจะเหลือแต่จิตที่หลงติดกับการเกิด เหมือนกัน
มาเกิดแต่ละชาติ แต่ละช่วงชีวิต ก็สวมบทละครแตกต่างกันไป ตายแล้วก็จบละครเรื่องหนึ่ง แล้วเกิดเพื่อไปเป็นตัวละครตัวใหม่
เมตตาของผู้ที่ละอัตตา คือเมตตาที่มีเสมอกันต่อทุกคน ทุกสัตว์ ทุกสิ่งมีชีวิต
พระอาจารย์สอนหญิงว่า เมตตาคนนั้นคนนี้ คือเมตตาที่ประกอบด้วยอัตตา และราคะ
ไม่เหมือนเมตตาอย่างพุทธะ ที่ไม่มีการยึดมั่นเกาะเกี่ยว ไม่มีประมาณ จึงส่งไปได้กว้างถึงทุกคน ถึงใครก็ได้ (ถ้าคนมาตีลูกเรา เราเมตตาลูกเรา แต่เราด่าคนอื่นใช่ไหม เมตตาเราอยู่ในกรอบแคบ ๆ )
จะเป็นพ่อ แม่ ลูก คนรัก อะไรที่ชื่อว่าเป็นเรา เป็นของเราแล้ว มีอัตตาและเป็นภพ เป็นที่ตั้งให้ใจอยู่ ไม่สามารถพ้นพันธนาการได้ และเมื่อมีเรา มีที่ตั้งแห่งสุข ก็ย่อมมีที่ตั้งแห่งทุกข์
เขียนอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า เราต้องทิ้งพ่อ ทิ้งแม่ ทิ้งทุกอย่าง นะ
สัมมาทิฎฐิ เกิดจากการเข้าใจตามจริงและเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นกลาง ไม่ข้องเกี่ยวส่วนสุดสองด้าน ทั้งในด้านรักและเกลียด อยากและไม่อยาก
การภาวนาคือการเจริญสติ เห็นสิ่งต่าง ๆ ตามจริงของกฎไตรลักษณ์ ว่ามันต้องแปรเปลี่ยนไป โดยเริ่มจากสิ่งที่เห็นง่ายคือตัวเรา
กายเราที่เห็นอยู่ว่าเป็นชายหญิง แท้จริงคือก้อนที่เกิดจากการรวมกันของธาตุดิน เป็นอวัยวะ เนื้อหนัง น้ำ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำอื่นๆ ลม ลมหายใจเข้าออก พาอ๊อกซิเจนเข้าสู่กาย ไฟ ความอุ่น
เมื่อเห็นกายสักแต่ว่ากาย ก็ไม่หลงยึด
เห็นอาการต่าง ๆ สุข ทุกข์ ความคิด ความจำ ความรู้สึก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงสักแต่ว่า เป็นไปโดยอัตโนมัติเมื่อเริ่มต้น (เช่น สัมผัสรับรู้สิ่งนี้แล้วสุขเอง รับรู้สิ่งนี้แล้วทุกข์เอง) แต่เพราะ "สติ" ไม่เท่าทัน หลงยึดว่าเป็นเราจึงเกิดการปรุงแต่งต่อเพิ่มการยึด เพิ่มสุข เพิ่มทุกข์
เมื่อฝึกเจริญสติรู้ตามจริง ทัน ณ ที่เกิด ก็จะหยุดการเกิดอุปาทาน(ไม่เกิดการปรุงแต่ง)ไปชั่วขณะ เห็นสิ่งต่าง ๆ ทำงานไปเอง แล้วดับลง ก็จะทำให้เห็นไตรลักษณ์ ในสิ่งต่าง ๆ เมื่อจิตเห็นตามจริง ก็จะถอนความยึดไปทีละน้อย ทีละหน่อย จนมากขึ้น ทุกครั้งที่ถอนความสำคัญผิด ก็จะทุกข์น้อยลง จนมากขึ้น จนถอนได้หมด ก็คือหมดตัวผู้รับและแบกทุกข์
เมื่อเข้าใจสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด ต่อไปก็จะขยายเข้าใจสิ่งภายนอกว่าไม่แตกต่างกัน
อะไรที่มี ก็สักแต่ว่ามี ไม่ได้หลงยึด อะไรที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อผู้อื่นก็ทำ อะไรที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ก็ไม่ทำ ไม่ได้แปลว่าต้องทิ้งหมดไปเลย ไม่เอาอะไรเลย นี้เป็นการเกี่ยวข้องด้วยปัญญา
หลายคนเวลามีความรัก มักมาปรึกษา บอกว่า อยากผลักไส
ตอนเริ่มรัก ก็อยากดึง ยึดให้อยู่กับตัวนาน ๆ พอรู้แล้วว่าการยึดเป็นเหตุแห่งทุกข์ ก็อยากผลักออก ด้วยความไม่อยาก
ที่จริง มันผลักไม่ได้ เพราะทุกอย่างมันไม่ได้เป็นของเราอยู่แล้ว เราไปติ๊ต่างเองว่า ความรู้สึกนี้เป็นเรา ทั้งที่มันเกิดขึ้นเอง โดยที่เราไม่ได้สั่งเลย
มีรักกี่ครั้งก็เลยต้องทุกข์ เพราะเราไม่เคยแยกเรื่องไม่จริงออกจากเรื่องจริง ความรักกับกิเลส อนัตตากับอัตตา
พระพุทธเจ้าท่านเมตตาพระราหุลกับพระเทวทัติเสมอกัน ด้วยเหตุที่ท่านเห็นตามจริงในเรื่องอนัตตา
ท่านเมตตาแบบเดียวกัน คือ ไม่เกี่ยวข้องด้วยราคะ แต่ก็ไม่มีใจเบียดเบียน
แต่ดวงจิตของใครจะไปสู่ทางไหน มันขึ้นอยู่กับทางเลือกของดวงจิตนั้น ๆ เพราะกรรมที่ส่งสมของแต่ละคนมันยืดยาวนาน เราไปแก้อดีตเหล่านั้นไม่ได้
ว่าแต่เราล่ะจะเลือกทางไหน?
ความปรารถนาจะให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ต้องเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ด้วยตนเองก่อนให้ดี ทุกความทุกข์ที่เข้ามา จึงมีไว้ให้เรียนรู้ เหตุแห่งทุกข์อยู่ที่ไหน แล้ววางเหตุเสีย
วิธีทำให้พ้นทุกข์อยู่ที่ไหน รู้แล้วเจริญให้มาก ๆ
เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าท่านบรรลุธรรมก่อน แล้วจึงนำมาสอนผู้อื่นได้
พวกเราโชคดีที่ไม่ต้องงมหาคำตอบเอง
เพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบและชี้ทางให้แล้วในเรื่องอริยสัจสี่
ขออนุญาตนำความสรุปตามที่ครูบาอาจารย์ คือ หลวงปู่ดูลย์ ได้แสดงธรรมไว้มาบอกต่อนะคะ
จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ

Love illusion ความรักลวงตา เพลงที่เข้ากับสังคมonline
Love illusion Version 2คนฟังเยอะ จนต้องมี Version2กันทีเดียว
Smiling to your birthday เพลงเพราะๆ ไว้ส่งอวยพรวันเกิด หรือร้องแทน happybirthday