อยุธยากับภารกิจพิชิตเกลือ


อยุธยากับภารกิจพิชิตเกลือ


อยุธยากับภารกิจพิชิตเกลือ ขาดเกลือต้องแพ้ศึก อยุธยาทำอย่างไรเมื่อถูกล้านนาตัดเส้นทางค้าเกลือ

.
ทุกคนน่าจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วใช่ไหมล่ะครับ ว่าในสมัยโบราณเนี่ยเกลือเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญมาก ถ้าใครนึกไม่ออกว่าสำคัญขนาดไหนก็ลองเอาไปเทียบกับเครื่องเทศดู เครื่องเทศเป็นสินค้าราคาแพงที่ใช้ปรุงอาหารให้มีกลิ่นรส (Flavor) ส่วนเกลือเป็นวัตถุดิบที่เอาไว้ชูรสชาติ (Taste) ถ้าเรามีแต่เครื่องเทศแต่ไม่มีเกลือ อาหารก็มีแต่กลิ่นรสไม่มีตัวชูรสชาติ ดังนั้นในดินแดนที่ไม่สามารถผลิตเกลือสมุทรเองได้ เกลือจึงเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการสูงมาก
.
โดยเฉพาะในสังคมอยุธยาสมัยศักดินาที่อาหารการกินส่วนใหญ่ของชาวบ้านมักจะประกอบไปด้วยข้าว ผัก และปลา (นานๆ ทีจะได้กินสัตว์ใหญ่อย่างหมูหรือเนื้อ) ตามสภาพภูมิประเทศและวิถีชีวิตที่ยึดโยงกับไร่นา ป่าไม้และแม่น้ำ เกลือจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญในทุกครัวเรือนเพราะถ้าไม่มีเกลือปลาจะไม่อร่อย นอกจากจะใช้ใส่อาหารตรงๆ แล้ว เกลือยังใช้หมักทำน้ำปลา และใช้ถนอมอาหารอีกด้วย
.
นอกจากความสำคัญในระดับครัวเรือนแล้ว เกลือยังถือเป็นยุทธปัจจัยที่มีความสำคัญในยามศึกสงคราม พระเจ้าตากสินถึงขนาดสร้างฉางเกลือไว้เก็บเป็นเสบียงยามศึกโดยเฉพาะ เพราะกรุงธนบุรีไม่เคยว่างเว้นจากการศึก (ปัจจุบันฉางเกลืออยู่ในวัดโมลีโลก) เกลือนั้นนอกจากจะใช้ปรุงอาหารในค่ายและถนอมอาหารให้เดินทัพได้นานๆ แล้ว เกลือยังมีความสำคัญกับเรี่ยวแรงของทหารในทัพอีกด้วย เพราะการรบทัพจับศึกที่ใช้พละกำลังจนเหงื่อโชกเป็นแรมเดือนนั้นย่อมต้องทำให้ทหารอ่อนล้าและสูญเสียแร่ธาตุ ทหารในกองทัพจึงต้องการเกลือมาบำรุงกำลังวังชาเหมือนที่เราต้องดื่มเกลือแร่หลังออกกำลังกายหรือตอนท้องเสีย นอกจากทหารแล้วพวกสัตว์อย่างม้าศึกเองก็จำเป็นต้องกินเกลือด้วย มิเช่นนั้นก็ไม่มีแรงวิ่งเช่นกัน จึงเรียกได้ว่าในสมัยโบราณหากอาณาจักรไหนขาดเกลือก็เกียมขิตได้เลย
.
พวกเราที่เกิดในยุคอุตสาหกรรมเกลือสมุทรเฟื่องฟูอาจจะไม่ได้สัมผัสถึงคุณค่าของเกลือสินเธาว์ หลายอาณาจักรในอดีตไม่รู้วิธีผลิตเกลือสมุทร (Sea salt) ทำให้ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาเกลือสินเธาว์ (Rock Salt) ดินแดนแถบประเทศไทยในอดีตมีแหล่งผลิตเกลือขนาดใหญ่อยู่ไม่กี่ที่เท่านั้น คือ
.
1.วรนครแห่งปัว - ปัจจุบันคือจังหวัดน่าน เป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้ วรนครทำการผลิตเกลือโดยตักน้ำเกลือธรรมชาติ (Brine) จากที่เกิดจากชั้นหินเกลือใต้ภูเขามาต้มให้น้ำระเหย เกลือน่านเป็นเกลือสินเธาว์ที่ขาวจั๊วะคุณภาพดี เป็นสินค้าที่สร้างอำนาจทางเศรษฐกิจให้กับวรนครผ่านการค้าขายกับอาณาจักรสุโขทัย
.
2. ดินแดนแถบที่ราบสูงโคราช - กินพื้นที่หลายจังหวัดในภาคอีสานปัจจุบัน แต่เกลือสินเธาว์ที่นี่มีกรรมวิธีการผลิตแตกต่างจากของน่าน คือจะใช้ดินเค็มมาละลายน้ำ แล้วเอาน้ำไปต้มต่อให้น้ำระเหยจนได้ผลึกเกลืออีกทีหนึ่ง ด้วยการผลิตที่เพิ่มขั้นตอนเข้ามาจึงทำให้ดินแดนแถบนี้ผลิตเกลือสินเธาว์ได้น้อยกว่า ช้ากว่า สีคล้ำกว่า และผลิตเฉพาะฤดูหลังนาเท่านั้น นอกจากนั้นผลผลิตส่วนใหญ่ก็ถูกส่งไปขายให้อาณาจักรของเขมร
.
3. จีน - เป็นชนชาติเดียวแถบนี้ที่มีปัญญาผลิตเกลือสมุทรได้ เกลือเป็นสินค้าผูกขาดโดยราชสำนัก วิธีการผลิตเกลือสมุทรเป็นความลับที่ห้ามเปิดเผย ปัญญาชนที่รู้กระบวนการผลิตเกลือสมุทรจะถูกสั่งห้ามย้ายถิ่นฐานเพื่อป้องกันความลับรั่วไหล
.
เนื่องจากเกลือสินเธาว์อีสานผลิตได้ยากกว่าและมีคู่ค้าคือเขมรอยู่แล้ว และเกลือสมุทรจีนก็ต้องเดินทางไปซื้อถึงถิ่น เกลือน่านหรือเกลือวรนครจึงเป็นผู้ผลิตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในละแวกนี้
.
การผลิตเกลือของเมืองปัวจะมีลักษณะเหมือนสังคมศักดินาทั่วไปในยุคนั้น คือ บ่อเกลือทั้ง 9 บ่อถูกผูกขาดโดยคนของราชวงศ์ภูคาที่ปกครองกลุ่มนครรัฐน่าน ไพร่พลถูกเกณฑ์มาตักเกลือต้มเกลือและบรรทุกวัวออกไปขายให้กับดินแดนรอบข้าง โดยมีสุโขทัยเป็นจุดรับซื้อสินค้าที่จะบรรทุกเรือลงแม่น้ำยมลงไปดินแดนทางใต้ถึงอยุธยาและเมืองติดทะเล (แน่นอนว่าเมืองติดทะเลก็ต้องการเกลือ เพราะสมัยนั้นไม่มีใครรู้ว่าทำนาเกลือสมุทรอย่างไร ครั้นเอาน้ำทะเลมาต้มก็ได้เกลือปริมาณน้อยมากจนไม่คุ้มเวลา) ด้วยความที่น่านทำมาค้าขายกับสุโขทัยเป็นหลัก จึงทำให้ความสัมพันธ์ของสองรัฐนี้แนบแน่นเป็นอย่างยิ่ง
.
และแล้วความตึงเครียดก็บังเกิด ใน ค.ศ. 1450 พระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาส่งกองทัพมายึดเมืองปัวและเริ่มบอยคอตไม่ส่งเกลือมาขายที่สุโขทัย (รวมถึงเกลือจากแหล่งผลิตขนาดเล็กในเมืองอื่น เช่น เขลางค์ เชียงคำ เชียงของ) ทำให้เส้นทางการค้าเกลือสู่แดนใต้ขาดสะบั้น ผลของการยึดเมืองปัวเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พระยายุทธิษฐิระแห่งเมืองสองแควชิงหักหลังอยุธยาไปเข้ากับล้านนา (ประวัติศาสตร์กระแสหลักให้เหตุผลว่าพระยายุทธิษฐิระงอนพระบรมไตรโลกนาถ) และการหักหลังของพระยายุทธิษฐิระนี้เอง ก็ได้กลายเป็นชนวนเหตุของสงครามอยุธยา-ล้านนา (ครั้งที่ 2) ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ
.
สงครามอยุธยา-ล้านนาครั้งนี้กินระยะเวลาราว 24 ปี ตั้งแต่ปี 1451 จนถึงปี 1475 ในขณะที่สงครามดำเนินไปอย่างเชือดเฉือนทั้งบุ๋นบู๊ อยุธยาก็ถูกตัดเส้นทางลำเลียงเกลือจากแหล่งผลิตแดนเหนือนานกว่าทศวรรษจนทำให้ชาวอยุธยาเดือดร้อนทั้งเจ้านายทั้งไพร่ เกิดเป็นวิกฤตขาดแคลนเกลือครั้งใหญ่ขึ้น
.
อยุธยาพยายามแก้เกมโดยการหาแหล่งขายเกลือแหล่งใหม่ ในขั้นต้นอยุธยาได้จ้างคนจีนชื่อ "เจี่ยบุ้งปิง" มาเป็นขุนนางและให้เดินทางไปค้าขายกับจีน และในขากลับนั้นเอง เจี่ยบุ้งปิงก็ได้ลอบซื้อเกลือเถื่อนกลับมาเป็นจำนวนมาก จนจักรพรรดิจีนต้อง "สั่งให้อำมาตย์ตักเตือนห้ามปรามพวก 'ฮวน' มิให้กระทำเช่นนั้นอีก"
.
ในภายหลังไม่ทราบว่าอยุธยาใช้กลอุบายอันใด หรือมีภารกิจรอบเร้นแฝงกายอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายแล้วอยุธยาก็ได้สูตรการทำนาเกลือสมุทรมา!!
.
หลักการทำงานของนาเกลือสมุทรก็คือ แบ่งพื้นที่นาไว้เป็นส่วนๆ วิดน้ำทะเลเข้านาส่วนแรกทิ้งไว้ให้ตกตะกอนจนใส จากนั้นจึงส่งน้ำไปส่วนต่อไปเพื่อตากแดดให้ระเหยจนมีความเค็มมากขึ้น ทำซ้ำอีกสองครั้งจนเกิดผลึกเกลือขึ้นพร้อมเก็บเกี่ยว
.
อยุธยาเริ่มเมกะโปรเจกต์ทดลองทำนาเกลือสมุทรครั้งแรกในสมัยพระบรมไตรโลกนาถทันที โปรเจกต์นี้หลานของพระบรมไตรโลกนาถพาไพร่พลไปทดลองทำกันครั้งแรกที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ดังที่เอกสารตำนานเมืองนครศรีธรรมราชว่าไว้ว่า
.
"...พระพนมทะเลศรีมเหสวัสดิทราราชกษัตริย์พระบวรเชษฐา พระราชกุมารอันเป็นพระเจ้าหลาน และพระก็ลาพระปู่พระย่ามาตั้งที่เพชรบุรี ท่านเอาพลมา 33,000 ช้างพังพลาย 500 ม้า 700 พลอันตามท่านมาเองนั้น 5,400 ท่านตั้งรั้ววัง เรือนหลวงหน้าพระลาน เรือนชาวแม่พระสนม แล้วก็ให้ท่านทำนาเกลือ แลท่านก็เอามาถวายแก่พระเจ้าปู่พระเจ้าย่าๆ ท่านก็ชื่นชมนักหนาว่าพระเจ้าหลานเรารู้หลัก มีบุญญาอันประเสริฐทุกประการ..."
.
เมื่ออยุธยาสามารถผลิตเกลือได้เองในปริมาณมหาศาล อยุธยาและหัวเมืองทางใต้ก็ไม่จำเป็นต้องง้อล้านนาอีกต่อไป และแล้วภูมิภาคนี้ก็ได้ผู้ผลิตเกลือรายใหม่คือเมืองเพชรบุรีซึ่งเป็นหัวเมืองของอาณาจักรอยุธยา อาณาจักรที่กำลังจะเรืองอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ในกาลต่อมา

เครดิตแหล่งข้อมูล : FB I Love Siam


เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์