เส้นปริศนาที่สัตว์ 2 ฝั่งไม่กล้าข้าม แม้ห่างกันแค่เอื้อม?


เส้นปริศนาที่สัตว์ 2 ฝั่งไม่กล้าข้าม แม้ห่างกันแค่เอื้อม?


ความลับของเส้นปริศนาที่สัตว์ข้ามไม่ได้
เคยได้ยินเรื่องราวแปลกประหลาดเกี่ยวกับ "เส้นร่องหน" ในประเทศอินโดนีเซียกันไหม เส้นลึกลับเส้นนี้พาดผ่านระหว่างเกาะบาหลีและเกาะลอมบอก ซึ่งมีระยะทางห่างกันเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรเท่านั้น ใกล้กันขนาดที่ว่าในวันที่ทัศนวิสัยดี สามารถมองเห็นอีกเกาะได้ด้วยตาเปล่า แต่เชื่อหรือไม่ว่า สัตว์จากทั้งสองฝั่งกลับไม่ยอมข้ามไปมาหาสู่กันเลย ราวกับมีกำแพงล่องหนกั้นอยู่

จุดเริ่มต้นของข้อสงสัย: ทำไมสัตว์ถึงต่างกันสุดขั้ว

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสมคบคิดที่ชาวเน็ตแต่งขึ้น แต่มีการศึกษาจริงจังโดยนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษชื่อ อัลเฟรด รัสเซล วอเลส ในช่วงศตวรรษที่ 19 เขาใช้เวลาศึกษาที่นี่นานถึง 8 ปี และพบความจริงที่น่าตกใจว่า สัตว์ทางฝั่งตะวันตกของเส้นนี้จะเป็นสัตว์ตระกูลเอเชียที่คุ้นตา เช่น เสือโคร่ง ลิง ช้าง และแรด แต่พอข้ามเส้นไปทางฝั่งตะวันออก สัตว์พวกนี้กลับหายวับไป และถูกแทนที่ด้วยสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง (Marsupials) เช่น จิงโจ้ หรือนกประหลาดที่พบในแถบออสเตรเลียแทน เส้นนี้จึงถูกตั้งชื่อว่า "เส้นวอเลส" (Wallace Line) เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

ความลับใต้สมุทร: ร่องลึกที่แผ่นเปลือกโลกมาบรรจบกัน

คำถามคือทำไม ในเมื่อสภาพภูมิอากาศก็เหมือนกัน ป่าก็คล้ายกัน คำตอบต้องย้อนกลับไปหลายล้านปีก่อน บริเวณนี้คือจุดที่แผ่นเปลือกโลก 2 แผ่นมาปะทะกัน คือแผ่นยูเรเซียและแผ่นออสเตรเลีย-อินเดีย ซึ่งในอดีตทั้งสองแผ่นอยู่แยกกันมานานกว่า 50 ล้านปี ทำให้สัตว์มีวิวัฒนาการแยกจากกันโดยสิ้นเชิง แม้ปัจจุบันแผ่นเปลือกโลกจะเคลื่อนมาใกล้กัน แต่ใต้ผิวน้ำยังมี "ร่องน้ำลึก" ที่ลึกถึง 250 เมตร (และลึกถึง 2,000 เมตรในบางจุด) ซึ่งร่องลึกนี้ทำให้กระแสน้ำปั่นป่วนรุนแรงมาก จนแม้แต่สัตว์น้ำบางชนิดก็ยังไม่กล้าว่ายข้ามไป

ยุคน้ำแข็งและสะพานบกที่หายไป

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ในยุคน้ำแข็งเมื่อหมื่นกว่าปีก่อน ระดับน้ำทะเลเคยลดต่ำลงกว่าปัจจุบันถึง 120 เมตร ทำให้เกาะในฝั่งเอเชียเชื่อมกันเป็นแผ่นดินเดียวที่เรียกว่า "ไหล่ทวีปซุนด้า" และฝั่งออสเตรเลียเชื่อมกันเป็น "ไหล่ทวีปซาฮูล" สัตว์จึงเดินไปมาในฝั่งของตัวเองได้สะดวก แต่ร่องน้ำลึกของเส้นวอเลสนั้นลึกเกินกว่าที่น้ำทะเลจะลดลงจนเป็นบกได้ เส้นนี้จึงทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติถาวรมาตั้งแต่อดีตกาล

ในวันที่โลกเปลี่ยนไป เส้นนี้ยังศักดิ์สิทธิ์อยู่ไหม

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่าทฤษฎีนี้ไม่ได้เป๊ะ 100% เสมอไป เพราะมีสัตว์บางชนิดที่ "ข้ามเส้น" ได้ เช่น นกที่อาศัยกระแสลมบินข้าม หรือพืชที่ใช้ลมพัดพาเกสร รวมถึงสัตว์บกตัวเล็กอย่าง "ลิงทาร์เซีย" ที่อาจเกาะขอนไม้ลอยข้ามน้ำไปได้ รวมถึงสัตว์ที่ติดไปกับมนุษย์ด้วย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ "ความชื้น" เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฝั่งเอเชียมีความชื้นสูงกว่าฝั่งออสเตรเลีย สัตว์บางชนิดที่ข้ามไปแล้วหากปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ไม่ได้ก็อาจจะอยู่รอดไม่ได้เช่นกัน สรุปแล้ว เส้นวอเลสจึงเป็นผลลัพธ์ของทั้งประวัติศาสตร์โลก การเคลื่อนที่ของเปลือกโลก และสภาพภูมิอากาศที่หล่อหลอมให้เกิดอาณาจักรแห่งชีวิตที่แตกต่างกันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ



เครดิตแหล่งข้อมูล :
รีไร้ท์และเรียบเรียงจาก ยูทูป Point of View


เครดิต :
เครดิต : ที่นี่ดอทคอม ทันทุกเรื่องฮิต


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์