
โอนเงินบัญชีตัวเองบ่อย สรรพากรจะตามไหม?

โอนเงินระหว่างบัญชีตัวเองบ่อยๆ สรรพากรเช็คบิลแน่หรือ? ความจริงที่คุณต้องรู้ก่อนถูกเรียกภาษีย้อนหลัง
การโอนเงินเข้า-ออกระหว่างบัญชีธนาคารที่เป็นชื่อของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง มักนำมาซึ่งความกังวลว่ายอดธุรกรรมเหล่านี้จะไปเข้าเกณฑ์ที่ธนาคารต้องนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร จนอาจกลายเป็นภาระภาษีในอนาคต แต่แท้จริงแล้วสถานการณ์นี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างที่หลายคนเข้าใจหรือไม่
ตามเกณฑ์ของกฎหมาย ธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลบัญชีที่มีความเคลื่อนไหวลักษณะพิเศษต่อกรมสรรพากร หากเข้าเงื่อนไขมียอดรับโอนหรือฝากเข้าตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือมีการเคลื่อนไหวตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไปและมียอดรวมสะสมตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม การที่ข้อมูลถูกส่งไปยังกรมสรรพากรไม่ได้หมายความว่าเจ้าของบัญชีจะต้องเสียภาษีจากยอดเงินเหล่านั้นเสมอไป เพราะหัวใจสำคัญที่สรรพากรใช้ในการประเมินภาษีคือการพิจารณาว่าเงินก้อนนั้นเป็น "รายได้" หรือไม่
การย้ายเงินระหว่างบัญชีของตนเอง เพื่อการบริหารจัดการส่วนตัว เช่น การโอนจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีเงินออม ถือเป็นการหมุนเวียนของเงินทุนเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ถือเป็นการก่อให้เกิดรายได้ใหม่ จึงไม่มีความจำเป็นต้องนำยอดเงินส่วนนี้มาคำนวณเพื่อเสียภาษีซ้ำซ้อน
ทั้งนี้ หน้าที่ในการเสียภาษียังคงผูกติดอยู่กับรายได้ที่เกิดขึ้นจริงจากการประกอบอาชีพ การขายของ หรือผลกำไรจากการลงทุน ซึ่งผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย
แม้การโอนเงินเข้าออกระหว่างบัญชีตัวเองจะไม่ใช่รายได้ที่ต้องเสียภาษี แต่เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความยุ่งยากหากถูกเรียกตรวจสอบ สิ่งที่ควรทำคือการเก็บหลักฐานสลิปการโอนเงินและการเดินบัญชี (Statement) ไว้เสมอ รวมถึงการใช้ฟีเจอร์บันทึกช่วยจำในแอปพลิเคชันธนาคารเพื่อระบุที่มาและจุดประสงค์ของการทำธุรกรรมไว้อย่างชัดเจน การเตรียมเอกสารให้พร้อมและเป็นระบบ จะช่วยให้การชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องง่ายและสร้างความอุ่นใจในการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลได้ในระยะยาว
เครดิตแหล่งข้อมูล : FB ถามอีก กับอิก - EIG - Earn Invest Grow
การโอนเงินเข้า-ออกระหว่างบัญชีธนาคารที่เป็นชื่อของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง มักนำมาซึ่งความกังวลว่ายอดธุรกรรมเหล่านี้จะไปเข้าเกณฑ์ที่ธนาคารต้องนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร จนอาจกลายเป็นภาระภาษีในอนาคต แต่แท้จริงแล้วสถานการณ์นี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างที่หลายคนเข้าใจหรือไม่
ตามเกณฑ์ของกฎหมาย ธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลบัญชีที่มีความเคลื่อนไหวลักษณะพิเศษต่อกรมสรรพากร หากเข้าเงื่อนไขมียอดรับโอนหรือฝากเข้าตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือมีการเคลื่อนไหวตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไปและมียอดรวมสะสมตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม การที่ข้อมูลถูกส่งไปยังกรมสรรพากรไม่ได้หมายความว่าเจ้าของบัญชีจะต้องเสียภาษีจากยอดเงินเหล่านั้นเสมอไป เพราะหัวใจสำคัญที่สรรพากรใช้ในการประเมินภาษีคือการพิจารณาว่าเงินก้อนนั้นเป็น "รายได้" หรือไม่
การย้ายเงินระหว่างบัญชีของตนเอง เพื่อการบริหารจัดการส่วนตัว เช่น การโอนจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีเงินออม ถือเป็นการหมุนเวียนของเงินทุนเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ถือเป็นการก่อให้เกิดรายได้ใหม่ จึงไม่มีความจำเป็นต้องนำยอดเงินส่วนนี้มาคำนวณเพื่อเสียภาษีซ้ำซ้อน
ทั้งนี้ หน้าที่ในการเสียภาษียังคงผูกติดอยู่กับรายได้ที่เกิดขึ้นจริงจากการประกอบอาชีพ การขายของ หรือผลกำไรจากการลงทุน ซึ่งผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย
แม้การโอนเงินเข้าออกระหว่างบัญชีตัวเองจะไม่ใช่รายได้ที่ต้องเสียภาษี แต่เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความยุ่งยากหากถูกเรียกตรวจสอบ สิ่งที่ควรทำคือการเก็บหลักฐานสลิปการโอนเงินและการเดินบัญชี (Statement) ไว้เสมอ รวมถึงการใช้ฟีเจอร์บันทึกช่วยจำในแอปพลิเคชันธนาคารเพื่อระบุที่มาและจุดประสงค์ของการทำธุรกรรมไว้อย่างชัดเจน การเตรียมเอกสารให้พร้อมและเป็นระบบ จะช่วยให้การชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องง่ายและสร้างความอุ่นใจในการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลได้ในระยะยาว
เครดิตแหล่งข้อมูล : FB ถามอีก กับอิก - EIG - Earn Invest Grow



กระทู้ร้อนแรงที่สุดของวันนี้
























กระทู้ล่าสุด


รูปเด่นน่าดูที่สุดของวันนี้















































