แพทย์กางจิตวิทยาป้อง ครูทราย ทำไมพูดวน-ไม่ร้องไห้


แพทย์กางจิตวิทยาป้อง ครูทราย ทำไมพูดวน-ไม่ร้องไห้


จากประเด็น ครูทราย เปิดใจในรายการโหนกระแส เรื่องราวของสามีที่เสียชีวิต หลังถูกวินิจฉัยผิด ท่ามกลางกำลังใจ ก็มิวายเจอชาวเน็ตบางส่วนแซะไบโพล่าร์ ร้องไห้ไม่จริง

ล่าสุด หนุ่ม กรรชัย แชร์บทความดีๆที่อยากให้ชาวเน็ตได้อ่าน จากเพจเฟสบุ๊ก คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา พูดถึงประเด็นนี้ว่า "คนที่เพิ่งสูญเสีย ไม่จำเป็นต้องร้องไห้เสมอไป

วันนี้ผมได้ดูรายการโหนกระแส ซึ่งพี่หนุ่ม กรรชัย สัมภาษณ์ครูทราย ผู้เพิ่งสูญเสียสามีจากเหตุการณ์ที่กำลังเป็นประเด็น แต่สิ่งที่ผมอยากพูดถึงไม่ใช่รายละเอียดของคดีหรือการตัดสินว่าใครถูกใครผิด หากเป็นช่วงหนึ่งระหว่างการออกอากาศสดที่สะท้อนทั้งด้านงดงามและด้านน่ากังวลของมนุษย์ในโลกออนไลน์ครับ

ระหว่างที่ครูทรายกำลังเล่าเรื่อง เธอพูดเร็ว เล่าสลับไปมา บางช่วงร้องไห้ บางช่วงหัวเราะ และบางประโยคอาจดูวกวน แต่ผู้ชมบางส่วนกลับใช้คำว่า "ประสาท" "ไบโพลาร์" หรือ "พูดไม่รู้เรื่อง" จนพี่หนุ่มต้องขอให้ทีมงานบล็อกผู้ที่เข้ามาคอมเมนต์ซ้ำเติมครับ

หลายคนอาจคิดว่าคนกำลังโศกเศร้าควรร้องไห้เงียบๆพูดช้าๆและเล่าเรื่องเป็นลำดับ แต่ความสูญเสียจริงไม่ได้เรียบร้อยเหมือนบทละครครับ เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหรือกะทันหัน สมองอาจยังประมวลสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ ความคิด ความทรงจำ และอารมณ์จึงอาจปรากฏออกมาอย่างกระจัดกระจายได้ครับ




**ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นได้ในช่วงแรกหลังเผชิญการสูญเสียรุนแรง** มีหลายรูปแบบ เช่น

• ช็อก มึนงง หรือรู้สึกเหมือนเหตุการณ์ไม่จริง
• ความคิดและความทรงจำกระจัดกระจาย ทำให้เล่าเรื่องข้ามไปมา พูดซ้ำ หรือดูวกวน
• พูดเร็วหรือพยายามเล่าทุกรายละเอียด เพราะสมองกำลังเร่งทำความเข้าใจเหตุการณ์
• ร้องไห้สลับกับหัวเราะ เงียบชา โกรธ หรือรู้สึกผิด
• ใจสั่น มือสั่น นอนไม่หลับ หรือเบื่ออาหาร
• บางช่วงดูสงบนิ่ง ก่อนที่อารมณ์จะถาโถมกลับมาอีกครั้ง

ปฏิกิริยาเหล่านี้พบได้ในกระบวนการโศกเศร้าและความเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ โดยไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าบุคคลนั้นกำลังแสดง ไม่มีสติ หรือเป็นโรคไบโพลาร์ครับ

การเดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้จึงไม่ได้แปลว่าไม่เสียใจครับ อารมณ์ของมนุษย์ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง บางครั้งเสียงหัวเราะอาจเป็นวิธีที่ร่างกายใช้ผ่อนความตึงเครียด เมื่อความเศร้านั้นหนักเกินกว่าจะรองรับไว้พร้อมกันทั้งหมด ส่วนการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชก็ต้องอาศัยข้อมูลหลายด้าน ไม่ใช่การเห็นใครพูดเร็วหรืออารมณ์เปลี่ยนไปมาเพียงไม่กี่นาทีผ่านหน้าจอครับ

สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงปฏิกิริยาของผู้สูญเสีย แต่คือ *คนบางกลุ่ม* ที่มองเห็นความเจ็บปวดแล้วเลือกนำมาเป็นความบันเทิงครับ ซึ่งในทางจิตวิทยาแล้ว **คนที่ชอบคอมเมนต์เหยียดหยามหรือซ้ำเติมผู้อื่น** อาจพบได้ในหลายลักษณะ เช่น..,
• คนที่ขาดความรู้เรื่องความโศกเศร้า จึงตัดสินพฤติกรรมที่ตนไม่คุ้นเคยว่า "ผิดปกติ"
• คนที่มีทักษะเข้าอกเข้าใจผู้อื่นต่ำ มองเห็นเพียงพฤติกรรมแต่ไม่เห็นความเจ็บปวดเบื้องหลัง
• คนที่ต้องการเรียกเสียงหัวเราะ ยอดไลก์ หรือการยอมรับจากกลุ่ม
• คนที่จงใจยั่วยุเพื่อให้ผู้อื่นโกรธและตอบกลับ
• คนที่กล้าแสดงความรุนแรงมากขึ้นเมื่อซ่อนตัวอยู่หลังหน้าจอ
• คนที่ใช้ชื่อโรคทางจิตเวชเป็นคำด่าโดยไม่เข้าใจความหมาย



อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรวินิจฉัยหรือเหมารวมตัวตนของใครจากคอมเมนต์เดียว สิ่งที่พิจารณาได้ชัดกว่าคือพฤติกรรมนั้นเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีและทำร้ายคนที่กำลังเปราะบางครับ

เราไม่จำเป็นต้องโต้เถียงกับทุกคอมเมนต์ เพราะบางข้อความไม่ได้ต้องการเหตุผล แต่ต้องการเวที การรายงาน ซ่อน ลบ หรือบล็อกคำพูดที่เหยียดหยามและคุกคามจึงไม่ใช่การปิดกั้นเสรีภาพ แต่เป็นการสร้างขอบเขตเพื่อไม่ให้ความรุนแรงเข้ามาทำร้ายคนที่กำลังเปราะบางครับ

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากชื่นชมพี่หนุ่ม กรรชัย ที่เลือกปกป้องคนที่เพิ่งผ่านการสูญเสีย แม้การขอให้ทีมงานบล็อกคอมเมนต์อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่จริงๆแล้วนี่เป็นการส่งสารสำคัญว่า **คนที่กำลังแตกสลายไม่ควรถูกทำร้ายซ้ำเพื่อความบันเทิงของใคร** ครับ

เราอาจไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด และไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกคำพูดของครูทราย แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะช่วยประคอง หรือใช้ถ้อยคำผลักคนที่กำลังล้มให้เจ็บหนักกว่าเดิม เพราะบางครั้ง การดูแลสุขภาพจิตของสังคมอาจเริ่มต้นจากการไม่ใช้ความเจ็บปวดของผู้อื่นเป็นความบันเทิงครับ"



เครดิตแหล่งข้อมูล : FB คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา
เรียบเรียง : ทีมงาน Teenee.com


เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์