ถอดบทเรียนไข้หวัดใหญ่สเปนระบาดเมื่อ 100 ปีก่อน
ไข้หวัดใหญ่สเปน ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี 1918-1919 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปราว 50 ล้านคน ซึ่งมากกว่ายอดทหารและพลเรือนที่เสียชีวิตไปในสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึง 3 เท่า กลายเป็นโรคติดต่อที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากที่สุดนับแต่เหตุการณ์ Black Death หรือกาฬมรณะ ซึ่งเป็นการระบาดครั้งใหญ่ของกาฬโรคสมัยศตวรรษที่ 14 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 75-100 ล้านคน
เนื่องจากไข้หวัดใหญ่มรณะชนิดนี้มีต้นตอการระบาดครั้งนั้นที่ประเทศสเปน จึงมีชื่อว่าไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish flu) และเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้ได้กลับมาระบาดใหม่อีกครั้งในปี 1977-1978 โดยมีต้นตอที่รัสเซีย จึงถูกเรียกว่าไข้หวัดใหญ่รัสเซีย (Russian flu)
นักวิทยาศาตร์บางคนเชื่อว่า โอกาสที่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะกลับมาแพร่ระบาดครั้งใหญ่ยังอาจเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ความเจริญก้าวหน้าทางด้านการแพทย์และเทคโนโลยีต่าง ๆ จะช่วยให้เราสามารถรับมือการระบาดครั้งใหญ่ได้ดีกว่าเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว
อาการป่วยไข้หวัดใหญ่
ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่จะมีไข้แบบทันทีทันใด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รู้สึกหนาว ปวดศีรษะ มีน้ำมูก รวมถึงรู้สึกอ่อนเพลียและเบื่ออาหาร
ผู้ป่วยส่วนมากมักมีอาการไม่รุนแรง และหายป่วยในช่วง 5-7 วัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย
การรักษาส่วนมากเป็นการรักษาตามอาการ อย่างไรก็ตามแพทย์อาจให้ยาต้านไวรัสเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่เป็นโรคอ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
โรคไข้หวัดใหญ่แพร่ติดต่อผ่านเชื้อไว้รัสที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย ดังนั้นการไอจาม หรือคลุกคลีกับผู้ป่วยในระยะใกล้ หรือการใช้ของใช้ร่วมกัน จึงทำให้มีโอกาสติดโรคได้
ทำความรู้จักไข้หวัดใหญ่ไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ (H1N1 และ H3N2) เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบได้มากที่สุด และมักแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝน รองลงมา ได้แก่ ชนิดบี และซี ตามข้อมูลจากสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่
ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อที่มักเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้เสมอ ซึ่งอาจเกิดโดยธรรมชาติของไว้รัสเองหรือจากการผสมข้ามสายพันธุ์
การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงมักเกิดขึ้นเมื่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นจากสัตว์ และทำให้คนส่วนมากไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน ดังเช่นที่เคยเกิดเหตุ "ไข้หวัดหมูระบาด" ที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศเม็กซิโก ก่อนแพร่กระจายไปยัง 171 ประเทศทั่วโลก เมื่อปี 2552คนส่วนมากมักมีภูมิคุ้มกันไข้หวัดอยู่บ้างจากการที่เคยได้รับเชื้อหรือวัคซีนมาก่อน อย่างไรก็ตาม การได้รับวัคซีนนอกจากจะช่วยลดโอกาสป่วยแล้ว ยังช่วยให้ลดความรุนแรงของอาการและความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นอีกด้วย
คำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุข1. ปิด - ปิดปากและจมูกเมื่อไอจาม รวมถึงใส่หน้ากากอนามัย
2. ล้าง - ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่เมื่อสัมผัสสิ่งของ เช่น กลอนประตู ราวบันได และราวบนรถโดยสาร
3. เลี่ยง - หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย และสถานที่แออัด
4. หยุด - แม้ผู้ป่วยจะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญ