
ย้อนรอยบิดาแห่งไฟฟ้าสยาม ผู้ทุ่มทรัพย์สินแลกความเจริญ!

ย้อนรอยประวัติศาสตร์สยาม จากความมืดสู่แสงสว่างและรากฐานวิถีชีวิตไทย
ย้อนกลับไปในอดีต สยามเคยตกอยู่ในความมืดมิดเมื่อยามค่ำคืนมาอย่างยาวนาน มีเพียงแสงสว่างริบหรี่จากตะเกียงน้ำมันก๊าด จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญจากบุรุษผู้มีความคิดก้าวหน้าอย่าง จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ที่ได้มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของแสงไฟ ณ ประเทศอังกฤษ คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นในใจของท่านคือเหตุใดแผ่นดินสยามจึงจะมีแสงสว่างเช่นนี้บ้างไม่ได้ ด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวไกล ท่านจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ผู้คนในยุคนั้นต่างมองว่าบ้า ด้วยการยอมขายที่ดินมรดกส่วนตัวเพื่อนำเงินไปวางมัดจำสั่งซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ในช่วงเวลาที่งบประมาณแผ่นดินยังไม่ได้รับการอนุมัติ ท่านยอมเสี่ยงหมดตัวเพียงเพราะต้องการเห็นสยามมีความสว่างไสวทัดเทียมอารยประเทศ
ความศิวิไลซ์ด้านพลังงานเริ่มปรากฏขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2427 ในค่ำคืนวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทันทีที่สวิตช์ไฟถูกเปิดขึ้น แสงทองสว่างพฤกษ์ก็เจิดจ้าไปทั่วพระบรมมหาราชวัง สร้างความตกตะลึงให้แก่ประชาชนที่พบเห็น
ความกล้าหาญในวันนั้นส่งผลให้สยามพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เพียง 10 ปีหลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2437 สยามก็มีรถรางไฟฟ้าใช้เป็นประเทศแรกๆ ในเอเชีย ซึ่งล้ำหน้ากว่าหลายเมืองในทวีปยุโรปเสียอีก
ในยุคนั้น บ้านใดที่มีไฟฟ้าใช้นับเป็นมหาเศรษฐีตัวจริง เพราะค่าไฟคิดเหมาตามจำนวนหลอดในราคาที่สูงลิบ ส่วนนวัตกรรมสุดหรูที่ใครก็อยากครอบครองคือ พัดลมไฟฟ้า ซึ่งทำจากเหล็กหล่อหนักอึ้ง ใบพัดทองเหลืองคมกริบไร้ตะแกรงป้องกัน หากพลาดพลั้งอาจได้เลือดทันที แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งที่มีราคาเครื่องละเท่ากับทองคำหลายบาท
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2488 พระนครต้องกลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-29 โจมตีโรงไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสน เพื่อตัดวงจรพลังงานกู้นครของกองทัพญี่ปุ่น
ส่งผลให้ผู้คนต้องกลับไปใช้ตะเกียงน้ำมันท่ามกลางเสียงไซเรนเตือนภัย จนรัฐบาลต้องแก้ปัญหาด้วยการซื้อเรือโรงไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกามาจอดผลิตไฟชั่วคราวที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา




กระทู้ร้อนแรงที่สุดของวันนี้
























กระทู้ล่าสุด


รูปเด่นน่าดูที่สุดของวันนี้















































