
เปิดชื่อ 2 แก๊งยักษ์ใหญ่ ที่เคยครองกรุงเทพฯ!

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2391 ในสมัยรัชกาลที่ 3 กรุงเทพมหานครได้ก้าวเข้าสู่ยุคมืดของอิทธิพลใต้ดินอย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีชาวจีนนับแสนชีวิตหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยเนื่องจากต้องการหนีความอดอยากและสงครามกลางเมืองในประเทศบ้านเกิด พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตนั่งเรือสำเภาฝ่าคลื่นลมมรสุมเข้ามาแบบตัวเปล่า หรือที่เรียกกันว่า "เสื่อผืนหมอนใบ" แม้จะยอมทำงานหนักเจียนตายแต่ก็กลับไม่มีกฎหมายไทยข้อไหนคุ้มครองได้อย่างแท้จริง รัฐบาลในขณะนั้นมองชาวจีนเป็นเพียงแรงงานและแหล่งภาษี แต่ด้วยระบบราชการในยุคโบราณจึงไม่สามารถเข้าไปดูแลสวัสดิการหรือชีวิตความเป็นอยู่ได้อย่างทั่วถึง หากต้องการรอดชีวิตในแผ่นดินนี้ ชาวจีนจึงต้องนำชีวิตไปฝากไว้กับพวก "อั้งยี่" ให้เป็นผู้คุมครองและดูแลเคลียร์ปัญหาให้แก่กัน
การก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกสมาคมลับอั้งยี่นั้นไม่สามารถถอยกลับได้ โดยผู้ที่เข้ากลุ่มจะต้องผ่านพิธีลุยไฟเพื่อทดสอบความกล้า และดื่มเลือดสาบานด้วยการกรีดนิ้วหยดเลือดลงในถ้วยเหล้าต่อหน้าศาลเจ้า นอกจากนี้ยังมีรหัสลับในการสื่อสารกัน เพียงแค่การขยับนิ้วจับถ้วยชาก็สามารถบอกได้ทันทีว่าเป็นพวกเดียวกันหรือศัตรู
เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลในยุคนั้นไม่กล้าแตะต้องสมาคมลับเหล่านี้ เนื่องจากพวกอั้งยี่กุมบังเหียนเศรษฐกิจรากหญ้าไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งภาษีโรงบ่อน ภาษีโรงฝิ่น และภาษีโรงน้ำชา ซึ่งหัวหน้าแก๊งอั้งยี่หลายแห่งมีสถานะเป็นถึงเจ้าภาษีอากร หากรัฐบาลขยับตัวปราบปรามแล้วพวกอั้งยี่สั่งหยุดงานพร้อมกัน ท่าเรือก็จะเป็นอัมพาต ข้าวของขาดแคลน และเศรษฐกิจจะพังพินาศในพริบตา รัฐบาลจึงจำใจต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งจนกลายเป็นลักษณะของรัฐซ้อนรัฐ
สำหรับแก๊งยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในยุคนั้น ได้แก่ "แก๊งงี่หิน" และ "แก๊งซำกอ" ซึ่งคุมพื้นที่ตั้งแต่เยาวราช ตลาดน้อย ไปจนถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยา
เคยมีเหตุการณ์ที่พวกอั้งยี่ยกพวกนับพันคนพร้อมดาบและปืนเปิดฉากถล่มกันกลางเมือง จนเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วกรุงเทพฯ ขณะที่ฝ่ายทหารและตำรวจทำได้เพียงล้อมอยู่ห่างๆ เนื่องจากกำลังพลในขณะนั้นมีน้อยกว่าพวกอั้งยี่อยู่หลายเท่า
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2440 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการปฏิรูประบบราชการและออกกฎหมายพิเศษที่ชื่อว่า "พระราชบัญญัติอั้งยี่" โดยบังคับว่าหากไม่ต้องการถูกประหารชีวิตหรือโดนเนรเทศ จะต้องเปิดเผยรายชื่อสมาชิกและขึ้นทะเบียนให้รัฐบาลรับทราบ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บีบให้สมาคมลับอันยิ่งใหญ่ต้องยอมสยบ
แม้เวลาจะผ่านไปนานนับร้อยปี แต่คำว่า "อั้งยี่" ก็ยังคงถูกตราไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ของไทยในปัจจุบัน ควบคู่กับข้อหาซ่องโจร หรือที่เรียกกันติดปากว่าข้อหา "อั้งยี่ซ่องโจร" นั่นเอง




กระทู้ร้อนแรงที่สุดของวันนี้























กระทู้ล่าสุด


รูปเด่นน่าดูที่สุดของวันนี้















































