เมื่อฝิ่นต้นสุดท้ายหายไป
เมื่อผมอายุเยาว์วัยแปดเก้าขวบ ราวๆ สามสิบปีที่แล้ว ผมมีคำถามในใจว่าป่าบนดอยอินทนนท์ทำไมมันหายไปไหนเกือบหมด แต่เมื่อผมนำคำถามนี้ไปถามคุณปู่ที่กำลังนั่งจักสานตะกร้าไผ่ผสมหวายพร้อมบุหรี่ม้วนโตๆ แล้วควันขาวลอยกระทบจมูกผมแบบแสบๆ มึนๆ เมาๆ คุณปู่เล่าว่า “เมื่อราวตอนปู่อายุได้ประมาณสามสิบห้าต้นๆ ในดึกๆ ค่ำคืนเดือนหงายคืนหนึ่งต้นน้ำของคุณปู่และชาวบ้านได้ถูกรุกรานโดยผู้ไม่หวังดี เสียงต้นไม้ล้มพาดดังกังวานไปทั่วป่า และใจของปู่แทบจะสลายเมื่อรู้ว่าป่าต้นน้ำนั้นเริ่มถูกทำร้ายเข้าให้แล้ว”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดีของผืนป่าดอยอินทนนท์ และนำไปสู่ความเลวร้ายลงเรื่อยๆ จากหนึ่งต้นกลายเป็นหลายร้อยต้น จากหนึ่งร้อยต้นกลายเป็นภูเขาหัวโล้น จากภูเขาหัวโล้นกลายเป็นไร่ฝิ่นมาแทนที่ เป็นทุ่งมีดอกไม้หลากสีที่สวยสดงดงาม แต่แฝงไปด้วยภยันตราย จากนั้นระบบเศรษฐกิจเฟื่องฟูก็กระจายไปทั่วดอยอินทนนท์ มีการปลูกฝิ่นกันเป็นล่ำเป็นสัน และมีพ่อค้าจากเมืองหลวงขึ้นมาทำมาค้าขายกันแบบเสรี ชีวิตผู้คนก็เริ่มแปรเปลี่ยน ต่างนำตัวเองเข้าสู่กระแสการค้าขายโดยมีฝิ่นเป็นสะพานเชื่อม ผู้คนมาเป็นกลุ่มก้อน เมื่อเศรษฐกิจเดินก็น่าจะมีชีวิตที่ดีและสดใสขึ้น ครอบครัวน่าจะสบายขึ้นกว่าเดิม
ชุมชนส่วนใหญ่ที่ดอยอินทนนท์นั้นเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยงปกาเกอะญอ การทำมาหากินอาชีพหลักคือเกษตรกรปลูกนาขั้นบันไดและทำไร่หมุนเวียน และดอยอินทนนท์นั้นเป็นดอยที่สวยงามสภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ยิ่งสูงก็ยิ่งเย็น จึงเป็นที่ชื่นชอบของพืชชนิดฝิ่นเป็นอย่างมากและสามารถเจริญเติบโตได้ดี ชีวิตคนกะเหรี่ยงปกาเกอะญออย่างพวกเราก็จะพึ่งธรรมชาติเป็นหลักในการดำเนินชีวิตของแต่ละวันแต่ละครอบครัว แต่เมื่อฝิ่นคือพืชเศรษฐกิจตัวใหม่เข้ามาแทนที่ จากที่ไม่รู้จักฝิ่นก็มารู้จักปลูก ลองดมชิมแล้วก็ติด จากหนึ่งคนก็กลายเป็นสองคน หนักๆ เข้าก็ติดกันแทบทุกครัวเรือน จากที่เคยอยู่แบบพอดีพอเพียงก็ไม่พอเสียแล้ว
โดยภาพรวมเศรษฐกิจนั้นดี พ่อค้ารวยมีเงินมหาศาลไหลเวียนในชุมชนต่างๆ ทั่วดอย ผู้คนในชุมชนมีอาชีพรับส่งฝิ่นดิบให้พ่อค้าสะพายอาวุธปืนสงครามเดินข้ามดอยเพื่อเอาฝิ่นไปส่งในตัวเมืองหรือตัวอำเภอตามแต่พ่อค้าใครอยู่ที่ไหน ชีวิตชุมชนที่มองว่าน่าดีแต่แล้วในที่สุดความสูญเสียของชุมชนก็เริ่มก่อตัวขึ้น คนที่ติดฝิ่นเริ่มขี้เกียจและไม่พอใช้จ่าย ต่างเริ่มหาของใกล้ตัวเอาไปขายเพื่อซื้อฝิ่นมาสูบ จากข้าวของเล็กๆ เริ่มจะเป็นชิ้นใหญ่และใหญ่ขึ้น และในที่สุดบางครอบครัวก็เริ่มจะสูญเสียที่นาขายฝิ่นเพื่อเอาสูบ เพราะนิสัยคนสูบฝิ่นจะไม่ทำอะไรทั้งวันและจะมีจินตนาการสูง ส่วนครอบครัวผมก็สูญเสียที่นาไปให้คนอื่นจนแทบไม่เหลือถ้าแม่ไม่ได้ห้ามพ่อเอาไว้
ทุกๆ เช้าในหน้าหนาวเวลาผมตื่นนอนและมองไปบนยอดสูงรอบๆ อินทนนท์ สิ่งที่เห็นคือฝิ่นและก็ฝิ่น แต่เมื่อใดก็ตามเข้าสู่หน้าร้อน ยอดภูเขาต่างๆ กลายเป็นทุ่งดอยทะเลทราย เพราะเวลาลมพัดมาทีผมจะเห็นแต่ฝุ่นที่โดนลมพัดไปฟุ้งสู่อากาศเต็มไปหมด ยอดภูเขาสุดสายตาไม่มีต้นไม้มีแต่ดินแดงกับทรายเท่านั้นที่เห็น และตามมาด้วยไฟป่าที่เผาไหม้ป่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกๆ ปี ต้นไม้แทบไม่มีเวลาจะเติบโตได้ทัน ในความเป็นเด็กผมก็มองว่าเราคงไม่มีวันจะได้เห็นต้นไม้ขึ้นตามยอดดอยอีกแล้วและเราคงจะได้เห็นต้นฝิ่นบานสะพรั่งแบบนี้ทุกปีสินะ และเราคงจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตของฝิ่นนำเอาไปขายให้พ่อค้าได้เงินมาแล้วไปซื้อขนมกินและรองเท้าสวยๆ เพื่อใส่ไปอวดเพื่อนๆ ที่โรงเรียน
แต่ในช่วงระหว่างนั้น แทบทุกปีพวกเราเด็กๆ จะตื่นกันมากเมื่อได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินมายังดอยอินทนนท์ บางปีก็มาจอดในท้องทุ่งชุมชนบ้านผาหมอน บางปีก็ไปลงจอดที่บ้านขุนกลาง สิ่งที่คุณครูและผู้ใหญ่บอกให้เรารับรู้คือองค์พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาที่ดอยอินทนนท์ หลายๆ ครั้งพวกเราก็ไปรับเสด็จร่วมกับชาวบ้านและไปรับยา เพราะสมัยนั้นพวกเด็กจะเป็นพยาธิกันเยอะมาก บางคนเจ็บป่วยมากๆ หลังจากพระองค์เสด็จฯ กลับผู้ป่วยเหล่านั้นก็ได้รับการไปรักษาต่อไปยังโรงพยาบาลในเมือง แต่การไปรับเสด็จแต่ละครั้งนั้นมีผู้คนเยอะมาก ส่วนตัวผมก็ไม่ได้เห็นพระองค์แบบใกล้ชิด
ชีวิตในวัยเด็กทุกๆ เย็นจะต้องเดินไปไล่ควายกลับบ้าน แต่ก่อนจะไปถึงที่ควายอยู่นั้น ผมและเพื่อนๆ จะต้องเข้าไปในไร่ฝิ่นก่อนเพื่อไปเก็บเมล็ดฝิ่นแกะกิน เพราะรสชาติของเมล็ดฝิ่นจะมันๆ เหมือนงาขาว ยิ่งกินยิ่งเพลินแต่ไม่มีผลข้างเคียงกับร่างกาย แต่ในขณะเดียวกันทุกๆ ปีผมรู้สึกว่าฝิ่นนั้นเริ่มหายไปๆ จากดอยและน้อยลงเรื่อยๆ
จนมาปีสุดท้ายที่ผมจำได้คือ ผมไปไล่เก็บเศษยางฝิ่นที่ติดเหลืออยู่บนผลฝิ่นและเอาผลฝิ่นติดมือมาด้วยสี่ห้าลูกมาเก็บเสียบไว้ที่บ้านและไม่ได้คิดว่าเก็บมาเพื่ออะไร จากนั้นผมก็วิ่งออกจากบ้านอย่างดีใจสุดๆ พร้อมฝิ่นก้อนประมาณเหรียญบาทขนาดเล็กเพื่อเอาไปแลกขนมจีนน้ำเงี้ยวปลากระป๋องกับแม่ค้าที่มาตั้งร้านค้ามานมนานแสนนานมาแล้วในหมู่บ้าน ผมได้ยื่นฝิ่นให้แม่ค้าและเขาก็เอาไปชั่งและถามผมกลับมาว่าจะเอาอะไรแลกกับฝิ่น ผมก็ตอบเขาว่า “อยากกินขนมจีนน้ำเงี้ยวปลากระป๋อง” แม่ค้าคนนั้นก็จัดมาให้ผมหนึ่งถ้วยพร้อมกับเงินทอนอีกห้าบาท และในช่วงสามสิบห้าปีที่แล้วนั้นถือว่าเงินยังไม่เฟ้อข้าวของก็ยังไม่แพง
หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยุ่งอะไรกับฝิ่นอีกเลยและมันก็หายไปจากดอยโดยที่ไม่รู้ว่ามันหายไปจากดอยได้ยังไง ผมก็จะสนุกกับการไปโรงเรียน เลี้ยงควายไถนาเมื่อถึงฤดูนามาถึง ไปทอดแหหาปลาลำห้วยได้บ้างไม่ได้บ้าง วันๆ จะมีความสุขกับเวลาที่ใช้ไปในวัยเด็ก
ฝิ่นหายไปจากใจผมและทุ่งฝิ่นตามยอดดอยก็หายไปเช่นกันพร้อมกับหญ้าคาขึ้นแทน เมื่อมันถึงฤดูดอกมันแก่เวลาถูกลมพัดมันก็ปลิวไปตามลมสีขาวนวลไปทั้งดอยพร้อมทั้งท้องฟ้าสีสดใส ป่าเริ่มถูกฟื้นฟูถูกปลูกทดแทนขึ้นมาและบางส่วนธรรมชาติก็ซ่อมแซมตัวมันเองโดยการดูแลไม่ให้ไฟป่าเกิดขึ้นอีก
ฝิ่นหายไปตอนไหนไม่รู้และสิ่งที่ตามมาหลังจากฝิ่นหายไปคือชีวิตของพวกเรานั้นเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น เราเริ่มเรียนรู้การเพาะปลูกผักผลไม้เมืองหนาวเข้ามาทั้งพืชผักอายุสั้นและอายุยาวเข้ามาแทนที่ฝิ่น ข้าวที่ไม่พอกินพวกเราเริ่มมีข้าวไว้กินมากขึ้นในชุมชน
ในเวลาต่อมาพวกเราก็เริ่มได้ยินคำว่าโครงการหลวงเข้ามาแทนที่พร้อมกับชีวิตใหม่โดยไม่มีฝิ่นจากดอยอีกแล้ว ชีวิตชุมชนต่างกลับมาสดใสอีกครั้งพร้อมกับเศรษฐกิจที่ไม่ใช่มาทำร้ายผู้คนบนดอยพื้นที่สูง มาวันนี้ฝิ่นต้นสุดท้ายที่หายและเราได้ป่าต้นน้ำคืนมา มันที่สุดของที่สุดในการทำงานหนักและพระองค์ท่านได้ทำงานเพื่อพวกเราชาวดอยอินทนนท์
พระองค์คือพระผู้ทรงคุณธรรมในการแก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรของท่านด้วยวิธีที่ไม่ทำให้ประชาชนเกิดความบอบช้ำทางจิตใจ ทรงทำให้รู้ ให้เข้าใจ แล้วนำไปปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามวิถีธรรมชาติให้พอดีที่พึงจะมี แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแต่พระองค์มิได้สอนให้เราว่าจะต้องเปลี่ยนตามกระแสโลกทุกอย่างจนไม่มองความสมดุลทางระบบนิเวศธรรมชาติที่คอยหล่อเลี้ยงผู้คนทั่วโลกให้ควบคู่กับการใช้ชีวิตไปด้วยกันได้
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นคือหนทางแห่งความอยู่รอดในการพึ่งพาตนเองโดยไม่ต้องไปเบียดเบียนธรรมชาติจนเกินความสมดุลกับตัวเองกับธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ได้พระราชทานไว้นั้นเพียงเพื่อให้คนไทยทุกหมู่เหล่าเกิดความรักความสามัคคีกับคนในชาติ เพื่อให้ราษฎรของพระองค์มีความสุขกายสุขใจ อยู่ได้อย่างสบายบนผืนแผ่นดินไทยกันทุกคน